2 Oct 2004
ศจินทร์ ประชาสันติ์
<p> ภายใต้ภาวะที่การเจรจาพหุภาคีในองค์กรการค้าโลกเป็นไปอย่างล่าช้า หลายประเทศหันมาเจรจาการค้าในระดับทวิภาคีแทนเนื่องจากเห็นว่าจะเป็นตัวเร่ง การเปิดเสรีทางการค้าตามกรอบองค์กรการค้าโลกในทางอ้อม และยังเป็นการฉกฉวยโอกาสที่ไม่ให้ธุรกิจในประเทศตนต้องสูญเสียผลประโยชน์ทาง การค้าอันควรจะได้ไป </p>
<p> ภายใต้ภาวะที่การเจรจาพหุภาคีในองค์กรการค้าโลกเป็นไปอย่างล่าช้า หลายประเทศหันมาเจรจาการค้าในระดับทวิภาคีแทนเนื่องจากเห็นว่าจะเป็นตัวเร่ง การเปิดเสรีทางการค้าตามกรอบองค์กรการค้าโลกในทางอ้อม และยังเป็นการฉกฉวยโอกาสที่ไม่ให้ธุรกิจในประเทศตนต้องสูญเสียผลประโยชน์ทาง การค้าอันควรจะได้ไป </p>
<p> ปัจจุบัน ประเทศไทยก็กำลังดำเนินอยู่ในกระแสความนิยมการเจรจาระดับทวิภาคี ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยได้มีข้อตกลงเปิดเสรืทางการค้ากับออสเตรเลีย ไปแล้วหนึ่งประเทศ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2548 นอกจากนี้ ไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับอีก 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปรู สหรัฐอเมริกา บาห์เรน นิวซีแลนด์ และ อีก 2 กลุ่มประเทศ คือ BIMSTEC และ AFTA </p>
<p> หนึ่งในคู่เจรจาการค้าซึ่งหากได้ข้อสรุปของข้อตกลงในเร็วๆนี้จะมีการเซ็น สัญญากันในการประชุมเอเปคระหว่าง 21-23 พฤศจิกายน 2547 ที่ชิลี คือ ประเทศนิวซีแลนด์ การเจรจาเปิดเสรีทางการค้ากับนิวซีแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นส่วนทาง เศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่ง (Closer Economic Partnership: CEP) กระแสความสนใจของสาธารณะต่อกรณีการเปิดเสรีกับนิวซีแลนด์ค่อนข้างจะน้อย เนื่องจาก หนึ่ง มูลค่าการค้ากับนิวซีแลนด์ยังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศคู่เจรจาอื่น และ สอง การเจรจากับนิวซีแลนด์ถูกบดบังด้วยความน่าสนใจของการเจรจากับประเทศสหรัฐ อเมริกาซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากกว่า </p>
<p> อย่างไรก็ตาม กรณีการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ไม่ควรจะได้รับการละเลย เพราะ เหตุผลประการแรก นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งในการผลิตสินค้าประเภทนมและเนื้อโค มาก และไทยเองก็นำเข้าสินค้าประเภทนี้จากนิวซีแลนด์มากกว่าออสเตรเลียเสียอีก ซึ่งนั่นหมายถึงผลกระทบที่จะมีต่อเกษตรกรโคนมและเนื้อรวมทั้งอุตสาหกรรมนม -เนื้อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประการที่สอง ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับโดยการแลกกับการเปิดเสรีให้กับนิวซีแลนด์นั้น มีแนวโน้มที่จะเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเฉพาะกลุ่มมากกว่า ซึ่งทำให้การเปิดเสรีไม่ได้ส่งผลดีต่อการกระจายรายได้ของประเทศ </p>
<p><strong>การเจรจาไทยและนิวซีแลนด์: สาระที่ถูกพูดถึง</strong></p>
<p> การเจรจาการเปิดเสรีไทยและนิวซีแลนด์นั้นครอบคลุมเรื่องการเปิดเสรีทางการ ค้า การบริการ การลงทุน รวมถึงความร่วมมือในประเด็นทางการค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่อง มาตรการสุขอนามัย กฎแหล่งกำเนิดสินค้า นโยบายการแข่งขัน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น โดยการเจรจาจะยึดหลักตามกรอบข้อตกลงที่ไทยได้ทำไว้กับออสเตรเลียก่อนหน้า นี้ จนถึงปัจจุบันมีการเจรจาไปแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง โดยการเจรจาครั้งที่ 4 จะมีขึ้นที่จังหวัดเชียงรายระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2547 และหากสามารถตกลงกันได้ จะมีการสรุปผลกันในระหว่างการประชุมเอเปค และเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณกลางปี 2548 ประเด็นสำคัญของการเจรจาที่ผ่านมาพอจะสรุปได้ดังนี้</p>
<p><u>1.การลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันให้เหลือ 0%</u></p>
<p> ไทยมีจำนวนรายการสินค้าสำหรับการเจรจา 5,707 รายการ ขณะที่นิวซีแลนด์มีรายการสินค้า 7,433 รายการ โดยมีการแบ่งรายการสินค้าเป็น 4 ลักษณะตามระยะเวลาการลดภาษี คือ</p>
<p>1)สินค้าที่สามารถลดภาษีเป็น 0% ได้ทันทีเมื่อข้อตกลงมีผล (คือประมาณกลางปี 2548) ซึ่งเป็นสินค้าที่ค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันหรือเป็นสินค้าที่ไทย ไม่ได้ผลิตในประเทศ ตัวอย่างสินค้าเหล่านี้ได้แก่ สินค้าวัตถุดิบ ปิโตรเคมีบางรายการ ยานยนต์และชิ้นส่วน </p>
<p>2)สินค้าที่ไทยพร้อมลดภาษีเป็น 0% หากนิวซีแลนด์ลดเหลือ 0% เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำตาล เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร</p>
<p>3)สินค้าบางประเภท เช่น อาหาร กระดาษ หินแกรนิต หินอ่อน จะลดภาษีภายในเวลา 5 ปี</p>
<p>4)สินค้าอ่อนไหวที่การลดภาษีจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปภายในระยะเวลา 10-20 ปี จนภาษีเป็น 0% เพื่อให้เวลาสำหรับอุตสาหกรรมนั้นในการปรับตัว ตัวอย่างสินค้าเหล่านี้ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์ เนื้อและผลิตภัณฑ์ ไม้อัด ไม้ยาง เหล็ก ทองแดง สินค้าเกษตร และไวน์ ส่วนสินค้าอ่อนไหวใดที่ไม่มีโควต้าภาษีจะมีมาตรการปกป้องพิเศษ คือ หากนำเข้าเกินปริมาณที่กำหนดจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราก่อนเปิดเสรี</p>
<p><u>2.การเปิดเสรีภาคบริการ</u></p>
<p> นิวซีแลนด์เสนอให้เจรจากันอีกใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งฝ่ายไทยไม่ขัดข้อง แต่ฝ่ายไทยได้หารือในเรื่องคุณสมบัติผู้ประกอบการอาหารไทยและนวดไทยโดยเสนอ ว่าหากได้รับวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว ไม่ต้องผ่านการอบรมในนิวซีแลนด์อีกครั้ง</p>
<p><u>3.การลงทุน</u></p>
<p> ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาในหลักการ แต่แนวโน้มคือไทยจะเน้นให้นักลงทุนชาวนิวซีแลนด์สามารถลงทุนในภาคบริการได้ โดยต้องเป็นการลงทุนทางตรงที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ไทยจะได้ประโยชน์ในแง่ การพัฒนาประเทศ การสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และส่งเสริมการจ้างงาน<a name="_ftnref1" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[1]</a> แต่ไม่ได้มีการระบุลงไปว่าจะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้อย่างไร จากประสบการณ์ในต่างประเทศ การทำเขตการค้าเสรีกลับทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ยากขึ้นด้วยซ้ำ การเปิดเสรีการลงทุนนี้จะยึดหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ซึ่งทำให้รัฐบาลทั้งสองประเทศต้องให้การปฏิบัติกับนักลงทุนของอีกประเทศเช่น เดียวกับนักลงทุนในชาติตน แต่ในประเด็นนี้ยังติดขัดว่าจะใช้หลักการกับเฉพาะนักลงทุนหรือรวมถึงการลง ทุนด้วย (ซึ่งนักลงทุนอาจจะไม่ใช่ชาวไทยหรือนิวซีแลนด์</p>
<p><u>4.อื่นๆ</u></p>
<p> มาตรการด้านสุขอนามัย: เจรจาให้นิวซีแลนด์ปรับปรุงขั้นตอนและหลักเกณฑ์ประเมินการตรวจสอบด้าน สุขอนามัยสำหรับผักและผลไม้ไทยให้คล่องตัวและรวดเร็วขึ้น แต่กลับไม่มีการกำหนดกรอบเวลาและ ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับในกรณีของออสเตรเลีย</p>
<p><strong>ผลกระทบการเปิดเสรีไทยและนิวซีแลนด์: ประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม</strong></p>
<p> รัฐบาลอ้างว่า การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์จะทำให้เกิดผลดีหลายประการ เช่น การค้าระหว่างประเทศขยายตัว ความสามารถในการส่งออกสินค้าไปยังนิวซีแลนด์สูงขึ้น วัตถุดิบนำเข้าและสินค้านำเข้าราคาถูกลง คนไทยได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนและประกอบอาชีพในนิวซีแลนด์ ประโยชน์จากเงินลงทุนจากต่างประเทศ และ การถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการให้ข้อมูลหรือถกเถียงกันเรื่องการเปิดเสรีระหว่างไทยและนิวซีแลนด์นั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบทางลบต่อไทย แต่ไม่ได้รับความสนใจหรือไม่ได้รับการพิจารณากันอย่างละเอียด ดังต่อไปนี้ </p>
<p><u>1.ผลกระทบต่อภาคการผลิตไทย</u></p>
<p>1.1 โคนมและโคเนื้อไทย</p>
<p> โคนมและโคเนื้อไทยอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวในอันดับต้นๆในการเจรจาระหว่าง ไทยและนิวซีแลนด์ เพราะเป็นที่แน่นอนว่าเกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันสู้ผู้ผลิตโคเนื้อและนมจาก นิวซีแลนด์ได้ ที่ผ่านมา นิวซีแลนด์ส่งออกสินค้าเหล่านี้มาไทยคิดเป็นสัดส่วน 40% ของมูลค่าสินค้าส่งออกมาไทยทั้งหมด ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของนิวซีแลนด์ในการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมเนื่อง มาจากสภาวะภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ขนาดของฟาร์มและเทคโนโลยีการจัดการที่เอื้ออำนวย ในปี 2002 นิวซีแลนด์เพียงประเทศเดียวสามารถผลิตนมผงได้ถึง 29% ของผลผลิตนมของโลกซึ่งเท่ากับผลผลิตรวมของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปอีก 15 ประเทศ ขณะที่ออสเตรเลียมีสัดส่วนในตลาดโลก 18% ในปีเดียวกัน<a name="_ftnref2" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[2]</a> </p>
<p> โคนม:ในปัจจุบันไทยนำเข้านมผงส่วนหนึ่งจากนิวซีแลนด์เพื่อตอบสนองความต้อง การบริโภคภายในประเทศที่นมสดไม่สามารถผลิตได้อย่างเพียงพอ ขณะยังไม่มีการเปิดเสรี ราคานมผงนำเข้าถูกว่านมสดที่ผลิตในไทยอยู่ประมาณ 3-4 บาท เกษตรกรไทยมีต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะในส่วนของอาหารเลี้ยงโคค่อนข้างสูง แต่ความได้เปรียบของนมสดไทยเหนือนมผงนำเข้าอยู่ที่มาตรการแทรกแซงของรัฐบาล ไทยที่ 1) กำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำจากสหกรณ์โคนม 2) กำหนดโควต้าการนำเข้านมผงให้อยู่ในปริมาณที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อให้ผู้แปร รูปในประเทศหันไปใช้นมสดไปพร้อมกันนมผงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่า และ 3) ให้ผู้ผลิตนมโรงเรียนต้องใช้นมสดเท่านั้น </p>
<p> การเปิดเสรีกับนิวซีแลนด์จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมอย่างมาก เนื่องจากการจำกัดโควต้าการนำเข้านมผงจากนิวซีแลนด์จะไม่สามารถกระทำได้อีก ต่อไป ทำให้ผู้แปรรูปในประเทศหันไปใช้นมผงทดแทนนมสดในประเทศได้อย่างเต็มที่ ครัวเรือนเกษตรกรที่ทำการผลิตโคนมจะลดลงอย่างมากเพราะอุปสงค์ในประเทศไม่พอ ต่ออุปทานที่ผลิตขึ้น </p>
<p> ขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการบริโภคผลิตภัณฑ์นมราคา ถูกหลังจากการเปิดเสรีนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้แปรรูปจำนวนมากในปัจจุบันซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติได้ประโยชน์จากการใช้นม ผงนำเข้าเป็นวัตถุดิบในการผลิตอยู่แล้วส่วนหนึ่งซึ่งมีอัตราภาษีจริงเพียง 5% เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมสดกับนมผงเป็น วัตถุดิบต่างกันเมื่อถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้แปรรูปบางรายยังระบุบนผลิตภัณฑ์ว่าทำจากนมสดแท้ 100% ทั้งๆที่มีการนำนมผงมาผสมด้วยบางส่วน เพราะฉะนั้นผลประโยชน์จากการลดอัตราภาษีนอกจากจะส่งผลเสียต่อผู้ผลิตที่เป็น เกษตรกรโคนมแล้ว ยังอาจจะไม่ได้นำไปสู่ระดับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน</p>
<p> โคเนื้อ: ในปัจจุบันระดับอัตราภาษีของไทยอยู่ที่ประมาณ 50% การลดอัตราภาษีเหลือ 0% ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะทำให้เนื้อโคนำเข้ามีราคาถูกลงอย่างมาก งานศึกษาผลกระทบไทย-นิวซีแลนด์พบว่าในกรณีโคเนื้อ การลดภาษีจะทำให้ไทยนำเข้าเพิ่มขึ้นจากนิวซีแลนด์ถึงประมาณ 119%<a name="_ftnref3" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[3]</a> ผลที่ตามมาก็คือ ระดับราคาในประเทศของโคเนื้อไทยลดต่ำลงและปริมาณการผลิตลดลง แม้ว่าการเปิดเสรีในกรณีนี้อาจจะส่งผลดีในแง่ที่ช่วยลดการขาดแคลนเนื้อโคและ ลดการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอนที่สุดกับการเลี้ยงโคเนื้อของไทย</p>
<p> ในส่วนของมาตรการปกป้องพิเศษนั้น แม้ว่าสามารถจะใช้ได้เมื่อเห็นว่าปริมาณการนำเข้าเพิ่มมากเกินไปจนอาจส่งผล ประทบต่อภาคการผลิตในประเทศ มาตรการปกป้องก็สามารถใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหันมาพิจารณามาตรการรองรับผลกระทบ ภาครัฐยังขาดนโยบายที่ชัดเจนและแนวปฏิบัติยังมีปัญหา เช่น ข้อเสนอที่จะให้คนไทยบริโภคนมสดให้มากขึ้นนั้นจะไม่มีประโยชน์ใดต่อเกษตรกร หากผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างนมสดและนมผง ซึ่งในปัจจุบัน องค์การอาหารและยายังไม่สามารถให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมสดแท้ได้นอก จากนมรสจืด ส่วนโครงการวัวเอื้ออาทร ยังคงเป็นแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้น ที่ไม่มีผลในการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรโคเนื้อไทยอย่าง แท้จริง </p>
<p>1.2 ผักและผลไม้ไทย</p>
<p> กรณีของผักและผลไม้ไทยไม่ค่อยได้รับการพูดถึงเท่าที่ควร เนื่องจากหลายฝ่ายให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนมและเนื้อมากกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่านิวซีแลนด์ส่งออกผักและผลไม้มาไทยมากติดอันดับ 1 ใน 10 ของสินค้าที่นิวซีแลนด์ส่งออกมาไทยทั้งหมด ผักและผลไม้ที่นิวซีแลนด์ส่งออก เช่น มันฝรั่ง หัวหอม แครอท เชอรี่ ผลกีวี่ และ แอ็ปเปิ้ล เป็นต้น ในปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าผลไม้เมืองหนาวของไทยอยู่ที่ 10-60% และยังมีการจำกัดโควตากับผักและผลไม้บางชนิดด้วย แม้ว่าการลดอัตราภาษีจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในแง่ที่ว่ามีประเภทสินค้าให้ เลือกมากขึ้น แต่ผลกระทบที่อาจตามมาอีกประการหนึ่งคือทำให้คนไทยบริโภคผักและผลไม้ที่ผลิต ภายในประเทศน้อยลง นอกจากนี้ผลไม้บางอย่าง อย่างเช่น แอ็ปเปิ้ล ยังเป็นผลไม้ที่ผลิตได้ในประเทศไทยเช่นกัน การเข้ามาของผักและผลไม้ต่างประเทศราคาถูก หากมีปริมาณมากพอจะส่งผลกระทบต่อดุลการค้า และระดับราคาผลไม้ในประเทศทำให้ราคาตกต่ำ ซึ่งขณะนี้ก็ได้รับผลกระทบไปมากแล้วจากการเปิดตลาดกับประเทศจีน</p>
<p> ในส่วนของไทย ผักและผลไม้ไทยไม่อยู่ในรายการสินค้าส่งออกจะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทาง การค้าและอันที่จริงผักและผลไม้ไทยยังไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของรายการสินค้าส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ สาเหตุประการหนึ่งเนื่องมาจากมาตรการที่มิใช่ภาษี คือ มาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดของนิวซีแลนด์ ในการเจรจาการค้าเสรีกับนิวซีแลนด์ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ประเมินการตรวจสอบด้าน สุขอนามัยให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้นสำหรับผักและผลไม้ไทย เช่น ขิง และลิ้นจี่ นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าผักและผลไม้ไทยจะถูกส่งออกไปยังนิวซีแลนด์มากขึ้น เพราะถึงอย่างไร ผู้บริโภคชาวนิวซีแลนด์คงจะไม่ยอมที่จะลดมาตรฐานของตนลงมา นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและการค้าก็ระบุชัดเจนว่าจะขอสงวนไว้ซึ่ง นโยบายความมั่นคงทางชีวภาพ</p>
<p><u>2.ผลประโยชน์ไม่ชัดเจน</u></p>
<p> สินค้าอันดับหนึ่งที่ไทยส่งออกไปยังนิวซีแลนด์คือ รถยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ โดยในปี 2546 มูลค่าการส่งออกเท่ากับ 87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรมนี้เป็นความหวังลำดับต้นๆของประเทศไทยในการส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ ภายหลังการเปิดเสรีทางการค้า ผลดีที่เกิดกับอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นสอดคล้องกับการประกาศของรัฐบาลที่จะสนับ สนุนให้ไทยเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ในปี 2545 คณะกรรมการส่งเสริมของลงทุนหรือบีโอไอประกาศที่จะยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่อง จักรในการผลิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไม่ว่าจะอยู่ในเขตการสนับสนุนการลงทุนใดก็ ตาม ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นขยายฐานการผลิตมาลง ทุนในไทยจำนวนมาก และเป็นที่คาดการณ์ว่า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนชาวต่างชาติในกรณีรถยนต์และชิ้นส่วนนี้จะทำ ให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นปีละ 16,000 คน และมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้น 80,000 ล้านบาทต่อปี<a name="_ftnref4" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[4]</a> </p>
<p> อย่างไรก็ตาม ในกรณีของนิวซีแลนด์ การลดภาษีจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์มากนักอย่างที่เข้าใจกันโดยทั่ว ไปเนื่องจากปัจจุบันอัตราภาษีรถยนต์เป็น 0% อยู่แล้วซึ่งทำให้ที่ผ่านมาไทยส่งออกรถยนต์ได้มากกว่าชิ้นส่วนรถยนต์ ในทางตรงกันข้ามการลดภาษีนำเข้าของนิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อชิ้น ส่วนรถยนต์ซึ่งส่วนมากเป็นกิจการที่คนไทยเป็นเจ้าของ ต่างจากกรณีของรถยนต์ที่บริษัทข้ามชาติมีบทบาทในอุตสาหกรรมสูง </p>
<p> อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เป็นคนไทยทั้งหมดนั้นเป็นผู้ ผลิตประเภทกลุ่ม 3 หรือ tier 3 ซึ่งเป็นผู้ผู้ผลิตรับช่วงต่อจากผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานประกอบรถยนต์หรือ เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับตลาดอะไหล่รถยนต์ ส่วนผู้ผลิตอื่นๆจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ในเครือเดียวกับบริษัทประกอบ รถยนต์ต่างชาติหรือเป็นบริษัทร่วมทุน ดังนั้น จำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีจะลดน้อยลงไปอีก นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงว่าผู้ผลิตคนไทยยังประสบปัญหาด้านเทคโนโลยีการผลิต และออกแบบอยู่มาก ขณะที่ผู้ส่งออกชิ้นส่วนที่น่ากลัวคือ ประเทศจีน รวมทั้งนิวซีแลนด์เองก็สามารถผลิตชิ้นส่วนบางอย่างได้เอง หากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างเพียงพอในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แล้ว การส่งออกก็อาจจะไม่ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างที่คาดไว้ </p>
<p><u>3. ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่เปลี่ยนแปลง</u> </p>
<p> นอกจากรถยนต์ สินค้าสำคัญที่ไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก อาหารกระป๋องและแปรรูป สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้เชื่อว่าผลได้อาจไม่มากอย่างที่หวัง </p>
<p> ประการแรก นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยมีรัฐเข้าแทรกแซง น้อยมากที่สุดประเทศหนึ่ง อัตราภาษีนำเข้าของนิวซีแลนด์ในปัจจุบันต่ำอยู่แล้ว และสินค้าจำนวนมากมีอัตราภาษีเป็น 0% นั่นหมายความว่าความสามารถในการส่งออกของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างสูงอยู่ แล้ว ในทางตรงกันข้าม ไทยยังมีอัตราภาษีนำเข้าสูง นอกจากนี้ สินค้าบางประเภทยังเป็นสินค้าที่ทั้งสองประเทศสามารถผลิตได้และส่งออกไปยัง ประเทศอื่นด้วย ดังนั้นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลดภาษีเป็น 0% อาจจะไม่คุ้มค่า ตัวอย่างเช่น</p>
<p>- เครื่องใช้ไฟฟ้า: มีระดับภาษีอยู่ที่ไม่เกิน 10% โดย กว่า 50% ของสินค้าประเภทนี้ไม่มีภาษีนำเข้า ในทางตรงกันข้าม นิวซีแลนด์ก็มีการผลิตสินค้าประเภทนี้ส่งออกมาไทยเช่นกัน แต่ไทยมีภาษีนำเข้าอยู่ที่ 20-30%</p>
<p>- พลาสติก: เป็นสินค้าอีกชนิดที่ทั้งไทยและนิวซีแลนด์มีการผลิตและส่งออกมาเช่นกันแม้ ว่าอาจจะมีความต่างกันในประเภทสินค้าบ้าง ปัจจุบัน ภาษีนำเข้าของไทยมากที่สุดคือ 30% ขณะที่ของนิวซีแลนด์ อยู่ที่ไม่เกิน 7% ดังนั้นการเปิดเสรีทางการค้าโดยการลดภาษีระหว่างกันคงไม่ทำให้ผลได้เพิ่ม ขึ้นมากนัก </p>
<p>- อาหารทะเลแปรรูป ซึ่งไทยครองส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสูง 70% และอัตราภาษีก็ต่ำไม่เกิน 6.5%</p>
<p> มีการคาดการณ์ไว้ว่าหลังการลดอัตราภาษีแล้วไทยจะส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ได้ เพิ่มขึ้นประมาณ 14% ขณะที่นิวซีแลนด์ส่งออกมายังไทยเพิ่มขึ้นถึง 40% </p>
<p> ประการที่สอง ไทยจะเผชิญการแข่งขันจากประเทศคู่ค้าอื่นของนิวซีแลนด์ที่จะมีการเปิดเสรี ทางการค้าในภายหลัง ที่สำคัญคือ ประเทศจีน โดยจีนมีการผลิตสินค้าหลายประเภทที่เหมือนกับไทยแต่มีราคาถูกกว่า เช่น สิ่งทอ รถยนต์ ซึ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนั้น ไทยครองส่วนแบ่งตลาดนิวซีแลนด์ได้เพียง 1% เท่านั้น แม้ว่าจะมีการกำจัดมาตรการด้านภาษีออกไป ไทยก็จะไม่ได้เปรียบประเทศจีนมากขึ้น การศึกษารายงานผลกระทบของการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพบว่าการลดอัตราภาษีนำเข้าของนิวซีแลนด์จะทำ ให้ปริมาณการส่งออกสิ่งทอและเครื่องแต่งกายของไทยไปยังนิวซีแลนด์จะเพิ่ม ขึ้นเพียง 0.31% และ 0.33% เท่านั้น<a name="_ftnref5" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[5]</a> </p>
<p> ประการที่สาม อุตสาหกรรมบางอย่างที่ได้มีความได้เปรียบนั้นเป็นความได้เปรียบที่อยู่บน ความไม่ยั่งยืน ตัวอย่าง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล แม้ว่าไทยจะมีความได้เปรียบกับประเทศอื่นอยู่มากในเรื่องค่าแรง แต่ทรัพยากรประมงของไทยก็ลดลงมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้เรือประมงจำนวนมากต้องออกไปจับปลาในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องค่าแรงที่สูงขึ้นจนทำให้ต้องจ้างแรงงาน ต่างชาติมาทำงานในเรือประมงและโรงงานแปรรูป การขยายตัวของการส่งออกอาจจะส่งผลดีต่อเจ้าของเรือประมงและโรงงาน อุตสาหกรรม แต่ผลประโยชน์ที่ได้จะไม่ถูกนำไปพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่บนความยั่งยืนของ สิ่งแวดล้อมรวมทั้งไม่ได้นำไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตของแรงงานทั้งไทยและต่าง ชาติ ในทางตรงกันข้าม นิวซีแลนด์ได้ให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมประมงที่อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน ที่จะสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้แก่อุตสาหกรรมประมงของนิวซีแลนด์ ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอเช่นเดียวกัน ซึ่งประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขันลดลงเพราะค่าแรงสูง ในปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยแรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อน บ้าน การกำหนดให้พื้นที่ในจังหวัดตากบางส่วนเป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนเมื่อไม่นานมา นี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหากประเทศไทยจะส่งออกสินค้าเหล่า นี้ให้มากขึ้น ก็ต้องมีการใช้แรงงานต่างชาติมากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ช่วยในเรื่องการจ้างงานให้แก่คนไทยแต่อย่างใด ซ้ำยังมีปัญหามาตรฐานแรงงานอีก ดังนั้น การเปิดเสรีทางการค้าโดยละเลยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศและสร้าง มาตรฐานด้านแรงงานทำให้ผลประโยชน์ที่ได้เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นและไม่ กระจายต่อกลุ่มบุคคลในประเทศอย่างทั่วถึง</p>
<p> ประการสุดท้าย ขณะนี้นิวซีแลนด์ได้จัดทำรายการสินค้าอ่อนไหวเช่นเดียวกับไทยเนื่องจากข้อ เสนอของนิวซีแลนด์ที่จะให้ไทยลดระยะเวลาการลดภาษีในโคเนื้อและนมไม่เป็นผล ซึ่งนอกจากสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่คาดว่าจะอยู่ในข่ายสินค้าอ่อนไหวแล้ว ก็น่าจะมีสินค้าอื่นๆที่ฝ่ายไทยคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษี ทันทีอีกหลายรายการ ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับโดยสุทธิแล้วอาจจะน้อยลงยิ่งขึ้น </p>
<p> </p>
<p><u>4. การกระจายรายได้ที่เลวลง</u></p>
<p> ในปี 2546 ประเทศไทยมีครัวเรือนที่เลี้ยงโคเนื้อถึง 990,000 แสนครัวเรือน ประชากรที่พึ่งพิงอยู่กับการเลี้ยงโคนมอีกประมาณ 200,000 ชีวิต ส่วนมากเป็นเกษตรกรรายย่อยและรายกลางที่มีวัวอยู่ประมาณ 10-20 ตัว อาชีพปศุสัตว์เป็นหนึ่งในความหวังของเกษตรกรไทยที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ อย่างสม่ำเสมอนอกเหนือจากการทำเกษตรกรรม นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในอาชีพที่เกษตรกรต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรและความ สม่ำเสมอในการเลี้ยงและการหาข้อมูลเกี่ยวกับวัวอยู่เสมอ จึงเป็นอาชีพที่มิได้มีคุณค่าแต่ในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าในการเสริมสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรด้วย การไหลบ่าเข้ามาของนมผงและเนื้อโคจากต่างประเทศทำให้เกษตรกรเหล่านี้ต้องสูญ เสียอาชีพและรายได้ไป ผลที่ตามมาคือการลดทอนทางเลือกในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรลงให้เหลือ เพียงการเป็นแรงงานอพยพในเมืองหรือแม้กระทั่งต้องผลักดันให้ต้องเดินทางไปทำ งานต่างประเทศซึ่งในกรณีหลังก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ ทั้งเรื่องการถูกหลอกลวง ปัญหาครอบครัว และสุขภาพ </p>
<p> ในทางกลับกัน ความสามารถดูดซับแรงงานเหล่านี้เข้าไปยังอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จาก การเปิดเสรียังมีค่อนข้างน้อย ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ในปี 2545 การจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนเพียง 182,300 คนเท่านั้น<a name="_ftnref6" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[6]</a> ซึ่งจะเห็นว่าน้อยกว่าการจ้างงานในภาคปศุสัตว์อยู่มาก ผลการศึกษาของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพบว่าการเปิดเสรีกับนิวซีแลนด์จะ ทำให้สวัสดิการของสังคมเพิ่มขึ้นเพียง 16.5 ล้านเหรียญสหรัฐ การบริโภคเอกชนเพิ่มขึ้นเพียง 0.02% ขณะที่นิวซีแลนด์จะมีสวัสดิการทางสังคมเพิ่มขึ้น 60.5 ล้านเหรียญสหรัฐ<a name="_ftnref7" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[7]</a></p>
<p> </p>
<p><u>5.การเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุน</u></p>
<p> ภาคบริการเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสินค้าส่งออกของนิวซีแลนด์ ในปี 2545 ไทยนำเข้าสินค้าบริการจากนิวซีแลนด์เป็นมูลค่าเกือบ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยส่งออกบริการไปนิวซีแลนด์เพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาด้านภาคบริการ เพราะทางนิวซีแลนด์เสนอให้กระทำในอีก 3 ปีข้างหน้า ดังนั้นผลของการเปิดเสรีจะยังไม่เห็นในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม หากมีการเจรจา เชื่อว่าภาคบริการไทยหลายส่วนจะได้รับผลกระทบ</p>
<p> ภาคการศึกษาเป็นหนึ่งในบริการมีแนวโน้มจะอยู่ในข่ายเปิดเสรีเพราะการให้ บริการด้านการศึกษาเป็นบริการที่สำคัญของนิวซีแลนด์ รวมทั้งในปัจจุบันนักเรียนไทยที่เดินทางไปเรียนนิวซีแลนด์จำนวนพอสมควร เมื่อพิจารณาถึงว่าในอนาคตมหาวิทยาลัยไทยต้องพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากภายนอก มากขึ้น การเข้ามาแข่งขันของมหาวิทยาลัยต่างประเทศจะผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยต้อง ยิ่งต้องเร่งผลิตหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของผู้เรียนและหน่วยธุรกิจ อย่างเช่น โปรแกรมบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติมากขึ้น เพื่อตอบสนองผู้เรียนที่มีอำนาจซื้อ แต่ขณะเดียวกันทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินพันธกิจที่ควรจะมีต่อสังคม และละเลยหลักสูตรหรือวิชาที่ไม่สามารถให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ เช่น วิชาทางมานุษยวิทยาหรือสังคมวิทยา </p>
<p> นอกจากบริการการศึกษาแล้ว บริการด้านธนาคาร การประกันภัย และการขนส่ง ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี เพราะเป็นสาขาที่นิวซีแลนด์มีความชำนาญ </p>
<p> ในส่วนของการลงทุนนั้น สาขาที่อาจจะอยู่ในข่ายการเปิดเสรี คือ การผลิตซอฟต์แวร์ อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคและโทรคมนาคม การผลิตสินค้าทั่วไป เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์จากกระดาษ และพลังงาน ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การเข้ามาลงทุนในบริการสาธารณะ เพราะหากข้อตกลงมีผลบังคับ ไทยต้องให้การปฏิบัติกับนักลงทุนชาวนิวซีแลนด์เท่าเทียมกับนักลงทุนไทย </p>
<p> สำหรับการลงทุนของไทยในนิวซีแลนด์นั้น ปัจจุบัน ไทยเองก็ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีด้านบริการและการลงทุนอย่างกว้างขวางของ นิวซีแลนด์ตามกรอบขององค์กรการค้าโลกอยู่แล้ว เช่น กิจการด้านการเงิน การท่องเที่ยว การก่อสร้าง การสื่อสาร เป็นต้น ดังนั้น ไทยคงจะไม่ได้ผลประโยชน์จากข้อตกลงในการเปิดเสรียิ่งขึ้นของนิวซีแลนด์เพิ่ม ขึ้นมากนัก </p>
<p><u>6.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ</u></p>
<p> นอกเหนือจากประเด็นการเจรจาทางการค้าและบริการข้างต้นแล้ว การเจรจาระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ยังครอบคลุมการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐด้วย โดยในงานศึกษาร่วมระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ระบุว่า “...นโยบายของนิวซีแลนด์ต้องการให้มีการเปิดตลาดเสรีและโปร่งใส โดยยึดหลักความคุ้มค่าของเงิน การแข่งขันที่เสรีและมีประสิทธิภาพ ผู้ขายสินค้าได้รับโอกาสอย่างเต็มที่และเป็นธรรม และเพิ่มความสามารถทางธุรกิจ การจัดทำความตกลงการค้าเสรีจะช่วยให้ผู้ขายสินค้าและบริการของทั้งสองประเทศ เข้าสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้นและรวมไปถึงความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกัน” ซึ่งในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของนิวซีแลนด์ได้ระบุถึง วัตถุประสงค์ในประเด็นนื้ที่มุ่งให้ผู้รับเหมาชาวนิวซีแลนด์สามารถเข้าถึง ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลไทยให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น แนวโน้มที่จะเกิดขึ้น คือ การเข้ามาแข่งขันของนักลงทุนต่างชาติในโครงการสาธารณะ </p>
<p><u>7.สูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง</u></p>
<p> ท้ายที่สุด การเปิดเสรีทางการค้าไม่ได้นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจของประเทศรวมทั้งการดำเนินนโยบายด้านการค้าจะถูกจำกัดด้วยปัจจัยภาย นอกมากขึ้น ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมนม การเปิดเสรีการค้าทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในการผลิตนม สด เพราะต้องพึ่งพิงสินค้านำเข้าที่ราคาต่ำกว่า โดยเฉพาะเมื่อในอนาคตกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจะลดบทบาทในการเป็นผู้ผลิตนมผง ส่งออกลง ทำให้นิวซีแลนด์และออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตหลักของโลก และมีอิทธิพลต่อระดับราคาโลก นอกจากนี้การขาดแคลนผลิตภัณฑ์นมสามารถจะเกิดขึ้นได้หากสภาวะอากาศหรือปัจจัย อื่นๆ ไม่เอื้อต่อการผลิตในนิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลีย ทำให้ท้ายที่สุดราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น </p>
<p> ประเทศไทยส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังนิวซีแลนด์ประมาณ 76% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ขณะที่นิวซีแลนด์ส่งสินค้าประเภทเกษตรมาไทยมากกว่า คิดเป็น 51% การแลกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรมและตลาดภายในประเทศกับภาค อุตสาหกรรมและตลาดต่างประเทศนั้นสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับแนวความคิดในการพึ่ง พิงตนเองและเศรษฐกิจแบบพอเพียง</p>
<p><br clear="all" /><br />
</p>
<p> </p>
<hr size="1" align="left" width="33%" />
<p><a name="_ftn1" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[1]</a> The Public Relations Department. Free Trade Agreement between Thailand and New Zealand. September 17, 2004. accessed on October 19, 2004 from <a href="http://thailand.prd.go.th/the_inside_view.php?id=329">http://thailand.prd.go.th/the_inside_view.php?id=329</a></p>
<p><a name="_ftn2" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[2]</a> Robo Bank. 2004. The Thai Diary Sector under Liberalised Trade Conditions. Special Report.</p>
<p><a name="_ftn3" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[3]</a> กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2547. โครงการศึกษาวิเคราะห์ความพร้อมของไทยในการจัดทำเขตการค้าเสรี FTA. จาก <a href="http://www.dtn.moc.go.th/web/147/650/result_fta.asp?g_id=650&f_id=3656" title="http://www.dtn.moc.go.th/web/147/650/result_fta.asp?g_id=650&f_id=3656">http://www.dtn.moc.go.th/web/147/650/result_fta.asp?g_id=650&f_id=3656</...
<p><a name="_ftn4" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[4]</a>Nareerat Wiriyapong. 2004. Keeping the vows. Mid-Year Economic Review. Accessed on October 18, 2004 from <a href="http://www.bangkokpost.net/midyear2004/industry02.html">http://www.bangkokpost.net/midyear2004/industry02.html</a></p>
<p><a name="_ftn5" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[5]</a> กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2547. โครงการศึกษาวิเคราะห์ความพร้อมของไทยในการจัดทำเขตการค้าเสรี FTA.</p>
<p><a name="_ftn6" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[6]</a> คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2547. โครงการศึกษาผลกระทบจากการจัดทำเขตการค้าเสรี: อุตสาหกรรมรถยนต์ และส่วนประกอบ อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก อุตสาหกรรมยางรถยนต์และถุงมือยาง. ฉบับที่ 3. เสนอกรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์. จาก <a href="http://www.dtn.moc.go.th/web/fta-thai-aus/" title="http://www.dtn.moc.go.th/web/fta-thai-aus/">http://www.dtn.moc.go.th/web/fta-thai-aus/</a></p>
<p><a name="_ftn7" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[7]</a> กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2547. โครงการศึกษาวิเคราะห์ความพร้อมของไทยในการจัดทำเขตการค้าเสรี</p>
<p> ภายใต้ภาวะที่การเจรจาพหุภาคีในองค์กรการค้าโลกเป็นไปอย่างล่าช้า หลายประเทศหันมาเจรจาการค้าในระดับทวิภาคีแทนเนื่องจากเห็นว่าจะเป็นตัวเร่ง การเปิดเสรีทางการค้าตามกรอบองค์กรการค้าโลกในทางอ้อม และยังเป็นการฉกฉวยโอกาสที่ไม่ให้ธุรกิจในประเทศตนต้องสูญเสียผลประโยชน์ทาง การค้าอันควรจะได้ไป </p>
<p> ปัจจุบัน ประเทศไทยก็กำลังดำเนินอยู่ในกระแสความนิยมการเจรจาระดับทวิภาคี ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยได้มีข้อตกลงเปิดเสรืทางการค้ากับออสเตรเลีย ไปแล้วหนึ่งประเทศ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2548 นอกจากนี้ ไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับอีก 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปรู สหรัฐอเมริกา บาห์เรน นิวซีแลนด์ และ อีก 2 กลุ่มประเทศ คือ BIMSTEC และ AFTA </p>
<p> หนึ่งในคู่เจรจาการค้าซึ่งหากได้ข้อสรุปของข้อตกลงในเร็วๆนี้จะมีการเซ็น สัญญากันในการประชุมเอเปคระหว่าง 21-23 พฤศจิกายน 2547 ที่ชิลี คือ ประเทศนิวซีแลนด์ การเจรจาเปิดเสรีทางการค้ากับนิวซีแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นส่วนทาง เศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่ง (Closer Economic Partnership: CEP) กระแสความสนใจของสาธารณะต่อกรณีการเปิดเสรีกับนิวซีแลนด์ค่อนข้างจะน้อย เนื่องจาก หนึ่ง มูลค่าการค้ากับนิวซีแลนด์ยังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศคู่เจรจาอื่น และ สอง การเจรจากับนิวซีแลนด์ถูกบดบังด้วยความน่าสนใจของการเจรจากับประเทศสหรัฐ อเมริกาซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากกว่า </p>
<p> อย่างไรก็ตาม กรณีการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ไม่ควรจะได้รับการละเลย เพราะ เหตุผลประการแรก นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งในการผลิตสินค้าประเภทนมและเนื้อโค มาก และไทยเองก็นำเข้าสินค้าประเภทนี้จากนิวซีแลนด์มากกว่าออสเตรเลียเสียอีก ซึ่งนั่นหมายถึงผลกระทบที่จะมีต่อเกษตรกรโคนมและเนื้อรวมทั้งอุตสาหกรรมนม -เนื้อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประการที่สอง ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับโดยการแลกกับการเปิดเสรีให้กับนิวซีแลนด์นั้น มีแนวโน้มที่จะเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเฉพาะกลุ่มมากกว่า ซึ่งทำให้การเปิดเสรีไม่ได้ส่งผลดีต่อการกระจายรายได้ของประเทศ </p>
<p><strong>การเจรจาไทยและนิวซีแลนด์: สาระที่ถูกพูดถึง</strong></p>
<p> การเจรจาการเปิดเสรีไทยและนิวซีแลนด์นั้นครอบคลุมเรื่องการเปิดเสรีทางการ ค้า การบริการ การลงทุน รวมถึงความร่วมมือในประเด็นทางการค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่อง มาตรการสุขอนามัย กฎแหล่งกำเนิดสินค้า นโยบายการแข่งขัน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น โดยการเจรจาจะยึดหลักตามกรอบข้อตกลงที่ไทยได้ทำไว้กับออสเตรเลียก่อนหน้า นี้ จนถึงปัจจุบันมีการเจรจาไปแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง โดยการเจรจาครั้งที่ 4 จะมีขึ้นที่จังหวัดเชียงรายระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2547 และหากสามารถตกลงกันได้ จะมีการสรุปผลกันในระหว่างการประชุมเอเปค และเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณกลางปี 2548 ประเด็นสำคัญของการเจรจาที่ผ่านมาพอจะสรุปได้ดังนี้</p>
<p><u>1.การลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันให้เหลือ 0%</u></p>
<p> ไทยมีจำนวนรายการสินค้าสำหรับการเจรจา 5,707 รายการ ขณะที่นิวซีแลนด์มีรายการสินค้า 7,433 รายการ โดยมีการแบ่งรายการสินค้าเป็น 4 ลักษณะตามระยะเวลาการลดภาษี คือ</p>
<p>1)สินค้าที่สามารถลดภาษีเป็น 0% ได้ทันทีเมื่อข้อตกลงมีผล (คือประมาณกลางปี 2548) ซึ่งเป็นสินค้าที่ค้าที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันหรือเป็นสินค้าที่ไทย ไม่ได้ผลิตในประเทศ ตัวอย่างสินค้าเหล่านี้ได้แก่ สินค้าวัตถุดิบ ปิโตรเคมีบางรายการ ยานยนต์และชิ้นส่วน </p>
<p>2)สินค้าที่ไทยพร้อมลดภาษีเป็น 0% หากนิวซีแลนด์ลดเหลือ 0% เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำตาล เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร</p>
<p>3)สินค้าบางประเภท เช่น อาหาร กระดาษ หินแกรนิต หินอ่อน จะลดภาษีภายในเวลา 5 ปี</p>
<p>4)สินค้าอ่อนไหวที่การลดภาษีจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปภายในระยะเวลา 10-20 ปี จนภาษีเป็น 0% เพื่อให้เวลาสำหรับอุตสาหกรรมนั้นในการปรับตัว ตัวอย่างสินค้าเหล่านี้ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์ เนื้อและผลิตภัณฑ์ ไม้อัด ไม้ยาง เหล็ก ทองแดง สินค้าเกษตร และไวน์ ส่วนสินค้าอ่อนไหวใดที่ไม่มีโควต้าภาษีจะมีมาตรการปกป้องพิเศษ คือ หากนำเข้าเกินปริมาณที่กำหนดจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราก่อนเปิดเสรี</p>
<p><u>2.การเปิดเสรีภาคบริการ</u></p>
<p> นิวซีแลนด์เสนอให้เจรจากันอีกใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งฝ่ายไทยไม่ขัดข้อง แต่ฝ่ายไทยได้หารือในเรื่องคุณสมบัติผู้ประกอบการอาหารไทยและนวดไทยโดยเสนอ ว่าหากได้รับวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว ไม่ต้องผ่านการอบรมในนิวซีแลนด์อีกครั้ง</p>
<p><u>3.การลงทุน</u></p>
<p> ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาในหลักการ แต่แนวโน้มคือไทยจะเน้นให้นักลงทุนชาวนิวซีแลนด์สามารถลงทุนในภาคบริการได้ โดยต้องเป็นการลงทุนทางตรงที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ไทยจะได้ประโยชน์ในแง่ การพัฒนาประเทศ การสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และส่งเสริมการจ้างงาน<a name="_ftnref1" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[1]</a> แต่ไม่ได้มีการระบุลงไปว่าจะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้อย่างไร จากประสบการณ์ในต่างประเทศ การทำเขตการค้าเสรีกลับทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ยากขึ้นด้วยซ้ำ การเปิดเสรีการลงทุนนี้จะยึดหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ซึ่งทำให้รัฐบาลทั้งสองประเทศต้องให้การปฏิบัติกับนักลงทุนของอีกประเทศเช่น เดียวกับนักลงทุนในชาติตน แต่ในประเด็นนี้ยังติดขัดว่าจะใช้หลักการกับเฉพาะนักลงทุนหรือรวมถึงการลง ทุนด้วย (ซึ่งนักลงทุนอาจจะไม่ใช่ชาวไทยหรือนิวซีแลนด์</p>
<p><u>4.อื่นๆ</u></p>
<p> มาตรการด้านสุขอนามัย: เจรจาให้นิวซีแลนด์ปรับปรุงขั้นตอนและหลักเกณฑ์ประเมินการตรวจสอบด้าน สุขอนามัยสำหรับผักและผลไม้ไทยให้คล่องตัวและรวดเร็วขึ้น แต่กลับไม่มีการกำหนดกรอบเวลาและ ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับในกรณีของออสเตรเลีย</p>
<p><strong>ผลกระทบการเปิดเสรีไทยและนิวซีแลนด์: ประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม</strong></p>
<p> รัฐบาลอ้างว่า การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์จะทำให้เกิดผลดีหลายประการ เช่น การค้าระหว่างประเทศขยายตัว ความสามารถในการส่งออกสินค้าไปยังนิวซีแลนด์สูงขึ้น วัตถุดิบนำเข้าและสินค้านำเข้าราคาถูกลง คนไทยได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนและประกอบอาชีพในนิวซีแลนด์ ประโยชน์จากเงินลงทุนจากต่างประเทศ และ การถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการให้ข้อมูลหรือถกเถียงกันเรื่องการเปิดเสรีระหว่างไทยและนิวซีแลนด์นั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบทางลบต่อไทย แต่ไม่ได้รับความสนใจหรือไม่ได้รับการพิจารณากันอย่างละเอียด ดังต่อไปนี้ </p>
<p><u>1.ผลกระทบต่อภาคการผลิตไทย</u></p>
<p>1.1 โคนมและโคเนื้อไทย</p>
<p> โคนมและโคเนื้อไทยอยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวในอันดับต้นๆในการเจรจาระหว่าง ไทยและนิวซีแลนด์ เพราะเป็นที่แน่นอนว่าเกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันสู้ผู้ผลิตโคเนื้อและนมจาก นิวซีแลนด์ได้ ที่ผ่านมา นิวซีแลนด์ส่งออกสินค้าเหล่านี้มาไทยคิดเป็นสัดส่วน 40% ของมูลค่าสินค้าส่งออกมาไทยทั้งหมด ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของนิวซีแลนด์ในการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมเนื่อง มาจากสภาวะภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ขนาดของฟาร์มและเทคโนโลยีการจัดการที่เอื้ออำนวย ในปี 2002 นิวซีแลนด์เพียงประเทศเดียวสามารถผลิตนมผงได้ถึง 29% ของผลผลิตนมของโลกซึ่งเท่ากับผลผลิตรวมของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปอีก 15 ประเทศ ขณะที่ออสเตรเลียมีสัดส่วนในตลาดโลก 18% ในปีเดียวกัน<a name="_ftnref2" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[2]</a> </p>
<p> โคนม:ในปัจจุบันไทยนำเข้านมผงส่วนหนึ่งจากนิวซีแลนด์เพื่อตอบสนองความต้อง การบริโภคภายในประเทศที่นมสดไม่สามารถผลิตได้อย่างเพียงพอ ขณะยังไม่มีการเปิดเสรี ราคานมผงนำเข้าถูกว่านมสดที่ผลิตในไทยอยู่ประมาณ 3-4 บาท เกษตรกรไทยมีต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะในส่วนของอาหารเลี้ยงโคค่อนข้างสูง แต่ความได้เปรียบของนมสดไทยเหนือนมผงนำเข้าอยู่ที่มาตรการแทรกแซงของรัฐบาล ไทยที่ 1) กำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำจากสหกรณ์โคนม 2) กำหนดโควต้าการนำเข้านมผงให้อยู่ในปริมาณที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อให้ผู้แปร รูปในประเทศหันไปใช้นมสดไปพร้อมกันนมผงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่า และ 3) ให้ผู้ผลิตนมโรงเรียนต้องใช้นมสดเท่านั้น </p>
<p> การเปิดเสรีกับนิวซีแลนด์จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมอย่างมาก เนื่องจากการจำกัดโควต้าการนำเข้านมผงจากนิวซีแลนด์จะไม่สามารถกระทำได้อีก ต่อไป ทำให้ผู้แปรรูปในประเทศหันไปใช้นมผงทดแทนนมสดในประเทศได้อย่างเต็มที่ ครัวเรือนเกษตรกรที่ทำการผลิตโคนมจะลดลงอย่างมากเพราะอุปสงค์ในประเทศไม่พอ ต่ออุปทานที่ผลิตขึ้น </p>
<p> ขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการบริโภคผลิตภัณฑ์นมราคา ถูกหลังจากการเปิดเสรีนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้แปรรูปจำนวนมากในปัจจุบันซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติได้ประโยชน์จากการใช้นม ผงนำเข้าเป็นวัตถุดิบในการผลิตอยู่แล้วส่วนหนึ่งซึ่งมีอัตราภาษีจริงเพียง 5% เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมสดกับนมผงเป็น วัตถุดิบต่างกันเมื่อถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้แปรรูปบางรายยังระบุบนผลิตภัณฑ์ว่าทำจากนมสดแท้ 100% ทั้งๆที่มีการนำนมผงมาผสมด้วยบางส่วน เพราะฉะนั้นผลประโยชน์จากการลดอัตราภาษีนอกจากจะส่งผลเสียต่อผู้ผลิตที่เป็น เกษตรกรโคนมแล้ว ยังอาจจะไม่ได้นำไปสู่ระดับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน</p>
<p> โคเนื้อ: ในปัจจุบันระดับอัตราภาษีของไทยอยู่ที่ประมาณ 50% การลดอัตราภาษีเหลือ 0% ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะทำให้เนื้อโคนำเข้ามีราคาถูกลงอย่างมาก งานศึกษาผลกระทบไทย-นิวซีแลนด์พบว่าในกรณีโคเนื้อ การลดภาษีจะทำให้ไทยนำเข้าเพิ่มขึ้นจากนิวซีแลนด์ถึงประมาณ 119%<a name="_ftnref3" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[3]</a> ผลที่ตามมาก็คือ ระดับราคาในประเทศของโคเนื้อไทยลดต่ำลงและปริมาณการผลิตลดลง แม้ว่าการเปิดเสรีในกรณีนี้อาจจะส่งผลดีในแง่ที่ช่วยลดการขาดแคลนเนื้อโคและ ลดการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอนที่สุดกับการเลี้ยงโคเนื้อของไทย</p>
<p> ในส่วนของมาตรการปกป้องพิเศษนั้น แม้ว่าสามารถจะใช้ได้เมื่อเห็นว่าปริมาณการนำเข้าเพิ่มมากเกินไปจนอาจส่งผล ประทบต่อภาคการผลิตในประเทศ มาตรการปกป้องก็สามารถใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหันมาพิจารณามาตรการรองรับผลกระทบ ภาครัฐยังขาดนโยบายที่ชัดเจนและแนวปฏิบัติยังมีปัญหา เช่น ข้อเสนอที่จะให้คนไทยบริโภคนมสดให้มากขึ้นนั้นจะไม่มีประโยชน์ใดต่อเกษตรกร หากผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างนมสดและนมผง ซึ่งในปัจจุบัน องค์การอาหารและยายังไม่สามารถให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมสดแท้ได้นอก จากนมรสจืด ส่วนโครงการวัวเอื้ออาทร ยังคงเป็นแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้น ที่ไม่มีผลในการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรโคเนื้อไทยอย่าง แท้จริง </p>
<p>1.2 ผักและผลไม้ไทย</p>
<p> กรณีของผักและผลไม้ไทยไม่ค่อยได้รับการพูดถึงเท่าที่ควร เนื่องจากหลายฝ่ายให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนมและเนื้อมากกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่านิวซีแลนด์ส่งออกผักและผลไม้มาไทยมากติดอันดับ 1 ใน 10 ของสินค้าที่นิวซีแลนด์ส่งออกมาไทยทั้งหมด ผักและผลไม้ที่นิวซีแลนด์ส่งออก เช่น มันฝรั่ง หัวหอม แครอท เชอรี่ ผลกีวี่ และ แอ็ปเปิ้ล เป็นต้น ในปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าผลไม้เมืองหนาวของไทยอยู่ที่ 10-60% และยังมีการจำกัดโควตากับผักและผลไม้บางชนิดด้วย แม้ว่าการลดอัตราภาษีจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในแง่ที่ว่ามีประเภทสินค้าให้ เลือกมากขึ้น แต่ผลกระทบที่อาจตามมาอีกประการหนึ่งคือทำให้คนไทยบริโภคผักและผลไม้ที่ผลิต ภายในประเทศน้อยลง นอกจากนี้ผลไม้บางอย่าง อย่างเช่น แอ็ปเปิ้ล ยังเป็นผลไม้ที่ผลิตได้ในประเทศไทยเช่นกัน การเข้ามาของผักและผลไม้ต่างประเทศราคาถูก หากมีปริมาณมากพอจะส่งผลกระทบต่อดุลการค้า และระดับราคาผลไม้ในประเทศทำให้ราคาตกต่ำ ซึ่งขณะนี้ก็ได้รับผลกระทบไปมากแล้วจากการเปิดตลาดกับประเทศจีน</p>
<p> ในส่วนของไทย ผักและผลไม้ไทยไม่อยู่ในรายการสินค้าส่งออกจะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทาง การค้าและอันที่จริงผักและผลไม้ไทยยังไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของรายการสินค้าส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ สาเหตุประการหนึ่งเนื่องมาจากมาตรการที่มิใช่ภาษี คือ มาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดของนิวซีแลนด์ ในการเจรจาการค้าเสรีกับนิวซีแลนด์ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ประเมินการตรวจสอบด้าน สุขอนามัยให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้นสำหรับผักและผลไม้ไทย เช่น ขิง และลิ้นจี่ นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าผักและผลไม้ไทยจะถูกส่งออกไปยังนิวซีแลนด์มากขึ้น เพราะถึงอย่างไร ผู้บริโภคชาวนิวซีแลนด์คงจะไม่ยอมที่จะลดมาตรฐานของตนลงมา นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและการค้าก็ระบุชัดเจนว่าจะขอสงวนไว้ซึ่ง นโยบายความมั่นคงทางชีวภาพ</p>
<p><u>2.ผลประโยชน์ไม่ชัดเจน</u></p>
<p> สินค้าอันดับหนึ่งที่ไทยส่งออกไปยังนิวซีแลนด์คือ รถยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ โดยในปี 2546 มูลค่าการส่งออกเท่ากับ 87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรมนี้เป็นความหวังลำดับต้นๆของประเทศไทยในการส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ ภายหลังการเปิดเสรีทางการค้า ผลดีที่เกิดกับอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นสอดคล้องกับการประกาศของรัฐบาลที่จะสนับ สนุนให้ไทยเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ในปี 2545 คณะกรรมการส่งเสริมของลงทุนหรือบีโอไอประกาศที่จะยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่อง จักรในการผลิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไม่ว่าจะอยู่ในเขตการสนับสนุนการลงทุนใดก็ ตาม ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นขยายฐานการผลิตมาลง ทุนในไทยจำนวนมาก และเป็นที่คาดการณ์ว่า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนชาวต่างชาติในกรณีรถยนต์และชิ้นส่วนนี้จะทำ ให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นปีละ 16,000 คน และมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้น 80,000 ล้านบาทต่อปี<a name="_ftnref4" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[4]</a> </p>
<p> อย่างไรก็ตาม ในกรณีของนิวซีแลนด์ การลดภาษีจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์มากนักอย่างที่เข้าใจกันโดยทั่ว ไปเนื่องจากปัจจุบันอัตราภาษีรถยนต์เป็น 0% อยู่แล้วซึ่งทำให้ที่ผ่านมาไทยส่งออกรถยนต์ได้มากกว่าชิ้นส่วนรถยนต์ ในทางตรงกันข้ามการลดภาษีนำเข้าของนิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อชิ้น ส่วนรถยนต์ซึ่งส่วนมากเป็นกิจการที่คนไทยเป็นเจ้าของ ต่างจากกรณีของรถยนต์ที่บริษัทข้ามชาติมีบทบาทในอุตสาหกรรมสูง </p>
<p> อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เป็นคนไทยทั้งหมดนั้นเป็นผู้ ผลิตประเภทกลุ่ม 3 หรือ tier 3 ซึ่งเป็นผู้ผู้ผลิตรับช่วงต่อจากผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานประกอบรถยนต์หรือ เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับตลาดอะไหล่รถยนต์ ส่วนผู้ผลิตอื่นๆจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ในเครือเดียวกับบริษัทประกอบ รถยนต์ต่างชาติหรือเป็นบริษัทร่วมทุน ดังนั้น จำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีจะลดน้อยลงไปอีก นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงว่าผู้ผลิตคนไทยยังประสบปัญหาด้านเทคโนโลยีการผลิต และออกแบบอยู่มาก ขณะที่ผู้ส่งออกชิ้นส่วนที่น่ากลัวคือ ประเทศจีน รวมทั้งนิวซีแลนด์เองก็สามารถผลิตชิ้นส่วนบางอย่างได้เอง หากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างเพียงพอในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แล้ว การส่งออกก็อาจจะไม่ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างที่คาดไว้ </p>
<p><u>3. ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่เปลี่ยนแปลง</u> </p>
<p> นอกจากรถยนต์ สินค้าสำคัญที่ไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก อาหารกระป๋องและแปรรูป สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้เชื่อว่าผลได้อาจไม่มากอย่างที่หวัง </p>
<p> ประการแรก นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยมีรัฐเข้าแทรกแซง น้อยมากที่สุดประเทศหนึ่ง อัตราภาษีนำเข้าของนิวซีแลนด์ในปัจจุบันต่ำอยู่แล้ว และสินค้าจำนวนมากมีอัตราภาษีเป็น 0% นั่นหมายความว่าความสามารถในการส่งออกของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างสูงอยู่ แล้ว ในทางตรงกันข้าม ไทยยังมีอัตราภาษีนำเข้าสูง นอกจากนี้ สินค้าบางประเภทยังเป็นสินค้าที่ทั้งสองประเทศสามารถผลิตได้และส่งออกไปยัง ประเทศอื่นด้วย ดังนั้นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลดภาษีเป็น 0% อาจจะไม่คุ้มค่า ตัวอย่างเช่น</p>
<p>- เครื่องใช้ไฟฟ้า: มีระดับภาษีอยู่ที่ไม่เกิน 10% โดย กว่า 50% ของสินค้าประเภทนี้ไม่มีภาษีนำเข้า ในทางตรงกันข้าม นิวซีแลนด์ก็มีการผลิตสินค้าประเภทนี้ส่งออกมาไทยเช่นกัน แต่ไทยมีภาษีนำเข้าอยู่ที่ 20-30%</p>
<p>- พลาสติก: เป็นสินค้าอีกชนิดที่ทั้งไทยและนิวซีแลนด์มีการผลิตและส่งออกมาเช่นกันแม้ ว่าอาจจะมีความต่างกันในประเภทสินค้าบ้าง ปัจจุบัน ภาษีนำเข้าของไทยมากที่สุดคือ 30% ขณะที่ของนิวซีแลนด์ อยู่ที่ไม่เกิน 7% ดังนั้นการเปิดเสรีทางการค้าโดยการลดภาษีระหว่างกันคงไม่ทำให้ผลได้เพิ่ม ขึ้นมากนัก </p>
<p>- อาหารทะเลแปรรูป ซึ่งไทยครองส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสูง 70% และอัตราภาษีก็ต่ำไม่เกิน 6.5%</p>
<p> มีการคาดการณ์ไว้ว่าหลังการลดอัตราภาษีแล้วไทยจะส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ได้ เพิ่มขึ้นประมาณ 14% ขณะที่นิวซีแลนด์ส่งออกมายังไทยเพิ่มขึ้นถึง 40% </p>
<p> ประการที่สอง ไทยจะเผชิญการแข่งขันจากประเทศคู่ค้าอื่นของนิวซีแลนด์ที่จะมีการเปิดเสรี ทางการค้าในภายหลัง ที่สำคัญคือ ประเทศจีน โดยจีนมีการผลิตสินค้าหลายประเภทที่เหมือนกับไทยแต่มีราคาถูกกว่า เช่น สิ่งทอ รถยนต์ ซึ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนั้น ไทยครองส่วนแบ่งตลาดนิวซีแลนด์ได้เพียง 1% เท่านั้น แม้ว่าจะมีการกำจัดมาตรการด้านภาษีออกไป ไทยก็จะไม่ได้เปรียบประเทศจีนมากขึ้น การศึกษารายงานผลกระทบของการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพบว่าการลดอัตราภาษีนำเข้าของนิวซีแลนด์จะทำ ให้ปริมาณการส่งออกสิ่งทอและเครื่องแต่งกายของไทยไปยังนิวซีแลนด์จะเพิ่ม ขึ้นเพียง 0.31% และ 0.33% เท่านั้น<a name="_ftnref5" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[5]</a> </p>
<p> ประการที่สาม อุตสาหกรรมบางอย่างที่ได้มีความได้เปรียบนั้นเป็นความได้เปรียบที่อยู่บน ความไม่ยั่งยืน ตัวอย่าง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล แม้ว่าไทยจะมีความได้เปรียบกับประเทศอื่นอยู่มากในเรื่องค่าแรง แต่ทรัพยากรประมงของไทยก็ลดลงมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้เรือประมงจำนวนมากต้องออกไปจับปลาในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องค่าแรงที่สูงขึ้นจนทำให้ต้องจ้างแรงงาน ต่างชาติมาทำงานในเรือประมงและโรงงานแปรรูป การขยายตัวของการส่งออกอาจจะส่งผลดีต่อเจ้าของเรือประมงและโรงงาน อุตสาหกรรม แต่ผลประโยชน์ที่ได้จะไม่ถูกนำไปพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่บนความยั่งยืนของ สิ่งแวดล้อมรวมทั้งไม่ได้นำไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตของแรงงานทั้งไทยและต่าง ชาติ ในทางตรงกันข้าม นิวซีแลนด์ได้ให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมประมงที่อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน ที่จะสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้แก่อุตสาหกรรมประมงของนิวซีแลนด์ ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอเช่นเดียวกัน ซึ่งประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขันลดลงเพราะค่าแรงสูง ในปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยแรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อน บ้าน การกำหนดให้พื้นที่ในจังหวัดตากบางส่วนเป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนเมื่อไม่นานมา นี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหากประเทศไทยจะส่งออกสินค้าเหล่า นี้ให้มากขึ้น ก็ต้องมีการใช้แรงงานต่างชาติมากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ช่วยในเรื่องการจ้างงานให้แก่คนไทยแต่อย่างใด ซ้ำยังมีปัญหามาตรฐานแรงงานอีก ดังนั้น การเปิดเสรีทางการค้าโดยละเลยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศและสร้าง มาตรฐานด้านแรงงานทำให้ผลประโยชน์ที่ได้เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นและไม่ กระจายต่อกลุ่มบุคคลในประเทศอย่างทั่วถึง</p>
<p> ประการสุดท้าย ขณะนี้นิวซีแลนด์ได้จัดทำรายการสินค้าอ่อนไหวเช่นเดียวกับไทยเนื่องจากข้อ เสนอของนิวซีแลนด์ที่จะให้ไทยลดระยะเวลาการลดภาษีในโคเนื้อและนมไม่เป็นผล ซึ่งนอกจากสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่คาดว่าจะอยู่ในข่ายสินค้าอ่อนไหวแล้ว ก็น่าจะมีสินค้าอื่นๆที่ฝ่ายไทยคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษี ทันทีอีกหลายรายการ ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับโดยสุทธิแล้วอาจจะน้อยลงยิ่งขึ้น </p>
<p> </p>
<p><u>4. การกระจายรายได้ที่เลวลง</u></p>
<p> ในปี 2546 ประเทศไทยมีครัวเรือนที่เลี้ยงโคเนื้อถึง 990,000 แสนครัวเรือน ประชากรที่พึ่งพิงอยู่กับการเลี้ยงโคนมอีกประมาณ 200,000 ชีวิต ส่วนมากเป็นเกษตรกรรายย่อยและรายกลางที่มีวัวอยู่ประมาณ 10-20 ตัว อาชีพปศุสัตว์เป็นหนึ่งในความหวังของเกษตรกรไทยที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ อย่างสม่ำเสมอนอกเหนือจากการทำเกษตรกรรม นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในอาชีพที่เกษตรกรต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรและความ สม่ำเสมอในการเลี้ยงและการหาข้อมูลเกี่ยวกับวัวอยู่เสมอ จึงเป็นอาชีพที่มิได้มีคุณค่าแต่ในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าในการเสริมสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรด้วย การไหลบ่าเข้ามาของนมผงและเนื้อโคจากต่างประเทศทำให้เกษตรกรเหล่านี้ต้องสูญ เสียอาชีพและรายได้ไป ผลที่ตามมาคือการลดทอนทางเลือกในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรลงให้เหลือ เพียงการเป็นแรงงานอพยพในเมืองหรือแม้กระทั่งต้องผลักดันให้ต้องเดินทางไปทำ งานต่างประเทศซึ่งในกรณีหลังก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ ทั้งเรื่องการถูกหลอกลวง ปัญหาครอบครัว และสุขภาพ </p>
<p> ในทางกลับกัน ความสามารถดูดซับแรงงานเหล่านี้เข้าไปยังอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จาก การเปิดเสรียังมีค่อนข้างน้อย ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ในปี 2545 การจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนเพียง 182,300 คนเท่านั้น<a name="_ftnref6" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[6]</a> ซึ่งจะเห็นว่าน้อยกว่าการจ้างงานในภาคปศุสัตว์อยู่มาก ผลการศึกษาของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพบว่าการเปิดเสรีกับนิวซีแลนด์จะ ทำให้สวัสดิการของสังคมเพิ่มขึ้นเพียง 16.5 ล้านเหรียญสหรัฐ การบริโภคเอกชนเพิ่มขึ้นเพียง 0.02% ขณะที่นิวซีแลนด์จะมีสวัสดิการทางสังคมเพิ่มขึ้น 60.5 ล้านเหรียญสหรัฐ<a name="_ftnref7" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[7]</a></p>
<p> </p>
<p><u>5.การเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุน</u></p>
<p> ภาคบริการเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสินค้าส่งออกของนิวซีแลนด์ ในปี 2545 ไทยนำเข้าสินค้าบริการจากนิวซีแลนด์เป็นมูลค่าเกือบ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยส่งออกบริการไปนิวซีแลนด์เพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาด้านภาคบริการ เพราะทางนิวซีแลนด์เสนอให้กระทำในอีก 3 ปีข้างหน้า ดังนั้นผลของการเปิดเสรีจะยังไม่เห็นในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม หากมีการเจรจา เชื่อว่าภาคบริการไทยหลายส่วนจะได้รับผลกระทบ</p>
<p> ภาคการศึกษาเป็นหนึ่งในบริการมีแนวโน้มจะอยู่ในข่ายเปิดเสรีเพราะการให้ บริการด้านการศึกษาเป็นบริการที่สำคัญของนิวซีแลนด์ รวมทั้งในปัจจุบันนักเรียนไทยที่เดินทางไปเรียนนิวซีแลนด์จำนวนพอสมควร เมื่อพิจารณาถึงว่าในอนาคตมหาวิทยาลัยไทยต้องพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากภายนอก มากขึ้น การเข้ามาแข่งขันของมหาวิทยาลัยต่างประเทศจะผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยต้อง ยิ่งต้องเร่งผลิตหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของผู้เรียนและหน่วยธุรกิจ อย่างเช่น โปรแกรมบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติมากขึ้น เพื่อตอบสนองผู้เรียนที่มีอำนาจซื้อ แต่ขณะเดียวกันทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินพันธกิจที่ควรจะมีต่อสังคม และละเลยหลักสูตรหรือวิชาที่ไม่สามารถให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ เช่น วิชาทางมานุษยวิทยาหรือสังคมวิทยา </p>
<p> นอกจากบริการการศึกษาแล้ว บริการด้านธนาคาร การประกันภัย และการขนส่ง ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี เพราะเป็นสาขาที่นิวซีแลนด์มีความชำนาญ </p>
<p> ในส่วนของการลงทุนนั้น สาขาที่อาจจะอยู่ในข่ายการเปิดเสรี คือ การผลิตซอฟต์แวร์ อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคและโทรคมนาคม การผลิตสินค้าทั่วไป เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์จากกระดาษ และพลังงาน ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การเข้ามาลงทุนในบริการสาธารณะ เพราะหากข้อตกลงมีผลบังคับ ไทยต้องให้การปฏิบัติกับนักลงทุนชาวนิวซีแลนด์เท่าเทียมกับนักลงทุนไทย </p>
<p> สำหรับการลงทุนของไทยในนิวซีแลนด์นั้น ปัจจุบัน ไทยเองก็ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีด้านบริการและการลงทุนอย่างกว้างขวางของ นิวซีแลนด์ตามกรอบขององค์กรการค้าโลกอยู่แล้ว เช่น กิจการด้านการเงิน การท่องเที่ยว การก่อสร้าง การสื่อสาร เป็นต้น ดังนั้น ไทยคงจะไม่ได้ผลประโยชน์จากข้อตกลงในการเปิดเสรียิ่งขึ้นของนิวซีแลนด์เพิ่ม ขึ้นมากนัก </p>
<p><u>6.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ</u></p>
<p> นอกเหนือจากประเด็นการเจรจาทางการค้าและบริการข้างต้นแล้ว การเจรจาระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ยังครอบคลุมการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐด้วย โดยในงานศึกษาร่วมระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ระบุว่า “...นโยบายของนิวซีแลนด์ต้องการให้มีการเปิดตลาดเสรีและโปร่งใส โดยยึดหลักความคุ้มค่าของเงิน การแข่งขันที่เสรีและมีประสิทธิภาพ ผู้ขายสินค้าได้รับโอกาสอย่างเต็มที่และเป็นธรรม และเพิ่มความสามารถทางธุรกิจ การจัดทำความตกลงการค้าเสรีจะช่วยให้ผู้ขายสินค้าและบริการของทั้งสองประเทศ เข้าสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้นและรวมไปถึงความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกัน” ซึ่งในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของนิวซีแลนด์ได้ระบุถึง วัตถุประสงค์ในประเด็นนื้ที่มุ่งให้ผู้รับเหมาชาวนิวซีแลนด์สามารถเข้าถึง ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลไทยให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น แนวโน้มที่จะเกิดขึ้น คือ การเข้ามาแข่งขันของนักลงทุนต่างชาติในโครงการสาธารณะ </p>
<p><u>7.สูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง</u></p>
<p> ท้ายที่สุด การเปิดเสรีทางการค้าไม่ได้นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจของประเทศรวมทั้งการดำเนินนโยบายด้านการค้าจะถูกจำกัดด้วยปัจจัยภาย นอกมากขึ้น ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมนม การเปิดเสรีการค้าทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในการผลิตนม สด เพราะต้องพึ่งพิงสินค้านำเข้าที่ราคาต่ำกว่า โดยเฉพาะเมื่อในอนาคตกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจะลดบทบาทในการเป็นผู้ผลิตนมผง ส่งออกลง ทำให้นิวซีแลนด์และออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตหลักของโลก และมีอิทธิพลต่อระดับราคาโลก นอกจากนี้การขาดแคลนผลิตภัณฑ์นมสามารถจะเกิดขึ้นได้หากสภาวะอากาศหรือปัจจัย อื่นๆ ไม่เอื้อต่อการผลิตในนิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลีย ทำให้ท้ายที่สุดราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น </p>
<p> ประเทศไทยส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังนิวซีแลนด์ประมาณ 76% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ขณะที่นิวซีแลนด์ส่งสินค้าประเภทเกษตรมาไทยมากกว่า คิดเป็น 51% การแลกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรมและตลาดภายในประเทศกับภาค อุตสาหกรรมและตลาดต่างประเทศนั้นสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับแนวความคิดในการพึ่ง พิงตนเองและเศรษฐกิจแบบพอเพียง</p>
<p><br clear="all" /><br />
</p>
<p> </p>
<hr size="1" align="left" width="33%" />
<p><a name="_ftn1" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[1]</a> The Public Relations Department. Free Trade Agreement between Thailand and New Zealand. September 17, 2004. accessed on October 19, 2004 from <a href="http://thailand.prd.go.th/the_inside_view.php?id=329">http://thailand.prd.go.th/the_inside_view.php?id=329</a></p>
<p><a name="_ftn2" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[2]</a> Robo Bank. 2004. The Thai Diary Sector under Liberalised Trade Conditions. Special Report.</p>
<p><a name="_ftn3" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[3]</a> กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2547. โครงการศึกษาวิเคราะห์ความพร้อมของไทยในการจัดทำเขตการค้าเสรี FTA. จาก <a href="http://www.dtn.moc.go.th/web/147/650/result_fta.asp?g_id=650&f_id=3656" title="http://www.dtn.moc.go.th/web/147/650/result_fta.asp?g_id=650&f_id=3656">http://www.dtn.moc.go.th/web/147/650/result_fta.asp?g_id=650&f_id=3656</...
<p><a name="_ftn4" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[4]</a>Nareerat Wiriyapong. 2004. Keeping the vows. Mid-Year Economic Review. Accessed on October 18, 2004 from <a href="http://www.bangkokpost.net/midyear2004/industry02.html">http://www.bangkokpost.net/midyear2004/industry02.html</a></p>
<p><a name="_ftn5" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[5]</a> กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2547. โครงการศึกษาวิเคราะห์ความพร้อมของไทยในการจัดทำเขตการค้าเสรี FTA.</p>
<p><a name="_ftn6" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[6]</a> คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2547. โครงการศึกษาผลกระทบจากการจัดทำเขตการค้าเสรี: อุตสาหกรรมรถยนต์ และส่วนประกอบ อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก อุตสาหกรรมยางรถยนต์และถุงมือยาง. ฉบับที่ 3. เสนอกรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์. จาก <a href="http://www.dtn.moc.go.th/web/fta-thai-aus/" title="http://www.dtn.moc.go.th/web/fta-thai-aus/">http://www.dtn.moc.go.th/web/fta-thai-aus/</a></p>
<p><a name="_ftn7" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/admin/form/form1.php?t=11&s_id=7&d_id=..." title="">[7]</a> กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2547. โครงการศึกษาวิเคราะห์ความพร้อมของไทยในการจัดทำเขตการค้าเสรี</p>
หมวดหมู่ของเนื้อหาในเว็บ:
เอฟทีเอรายประเทศ: