เวิลด์แบงก์" ห่วงไตรมาส 4 ปีนี้ยังตั้งรัฐบาลและค้างหนี้ชาวนา ฉุดจีดีพีไทยโตต่ำ 3%</p>
<p>สศค.ระบุ รัฐบาลไม่สามารถจัดทำงบแบบสมดุลได้ภายในปี 2560 หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้องใช้นโยบายการคลังกระตุ้น และต้องนำงบลงทุน 2 ล้านล้านบาท ใส่ในงบรายจ่ายประจำปี ส่งผลกระทบแผนลดขาดดุลงบประมาณ
<p>นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า ต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์จีดีพีของไทย จาก 4%เหลือ 3% มาจากปัจจัยหลัก คือ ประมาณการเศรษฐกิจของธนาคารโลก มองเงินจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ต้องออกมาภายในไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งเงินจำนำข้าวที่ค้างอยู่คิดเป็น 1% ของจีดีพี ถ้าออกมามีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ</p>
<p>"ด้วยเหตุผลที่เงินจากโครงการรับจำนำข้าวคงไม่ออก ภายในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ก็ตาม และต้องรอให้มีรัฐบาลก่อน ตรงนี้ทำให้จีดีพี 1% ก็หายไปแล้ว จากที่ให้ 4% เลยกลายเป็น 3% ในเวลาอันรวดเร็ว"</p>
<p>อีกสาเหตุหนึ่งของการปรับลดจีดีพีไทยนั้น นางสาวกิริฎา บอกว่า เป็นเพราะรัฐบาลใหม่จัดตั้งช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ การใช้จ่ายของงบประมาณภาครัฐอาจไม่เกิดขึ้น แม้ตรงนี้ไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนจีดีพีไทยได้มากมาย เพราะการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐแต่ละปีไม่ได้มาก ซึ่งไม่เหมือน 1% ของจีดีพี จากที่จะได้จากการจ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว</p>
<p>ส่วนเรื่องท่องเที่ยวที่ตอนแรกก็เป็นห่วง แต่เมื่อมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินไป ทำให้การท่องเที่ยวในไตรมาส 2 น่าจะกลับมาขยายตัว ทำให้ธนาคารโลกไม่ได้น้ำหนักตรงนี้มากนัก</p>
<p>ชี้ตั้งรัฐบาลไม่ได้-เงินชาวนาไม่ออกฉุดจีดีพี</p>
<p>ต่อข้อถามถึงสมมติฐานที่เลวร้ายที่สุดเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยนั้น นางสาวกิริฎา ยอมรับว่า หากไทยไม่มีรัฐบาลจัดตั้งขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ และเงินจากโครงการรับจำนำข้าวไม่ออกมาเลย อาจทำให้คาดการณ์จีดีพีไทยของธนาคารโลกปี 2557 อาจไม่ถึงและต่ำกว่าระดับ 3% อย่างที่คาดไว้ และต้องดูกันอีกว่าจะปรับลดเหลือเท่าใด ทั้งนี้การไม่มีรัฐบาลเกี่ยวข้องการเบิกจ่ายงบประมาณ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย</p>
<p>ชี้ส่งออกช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ</p>
<p>นางสาวกิริฎา กล่าวว่า ธนาคารโลกยกให้การส่งออกของไทยปีนี้ว่า น่าจะเป็นพระเอก ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และคาดว่าส่งออกไทยปีนี้น่าจะโตได้ 6-7% แม้ยังมีความเป็นห่วงว่าตัวเลขส่งออกของไตรมาส 1 ปีนี้ จะออกมาไม่ดี</p>
<p>"ฐานการส่งออกของไทยค่อนข้างต่ำ โตแค่ 0.2% ปีก่อน แต่ปีนี้ส่งออกน่าจะโต 6-7% เพราะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวแข็งแกร่ง และประเทศอื่นในเอเชียการส่งออกเริ่มฟื้นตัวแล้ว ไทยอาจโตช้า เพราะต้องดูขีดแข่งขันของสินค้าส่งออกของไทยด้วย"</p>
<p>แม้ว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่การส่งออกของไทยไม่ได้ฟื้นตัวตามอย่างรวดเร็ว เพราะว่าสินค้าไทยหลายรายการไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก จึงประเมินการเติบโตเพียงแค่ 6-7% ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นนั้น มองว่าฟื้นตัวได้เร็วกว่าไทย</p>
<p>เตือนไทยเพิ่มขีดแข่งขันส่งออก</p>
<p>"การส่งออกไทยกลับไม่ฟื้นตัวเร็วอย่างประเทศอื่นๆ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมโลกเดียวกัน ต้องถามตัวเองว่าสินค้าที่ผลิตตอนนี้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกสมัยใหม่หรือไม่ และแข่งกับประเทศอื่นได้ไหม ต้องกลับมาดูการส่งออกไทย สามารถปรับตัวให้ทันความต้องการต่างประเทศได้หรือไม่"</p>
<p>ขณะที่ตัวเลขการลงทุนกับการบริโภคในไทย ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน ยังคล้ายๆ กับที่เคยให้ไว้ในช่วงที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งให้จีดีพีไทย 4% และหากธนาคารโลกจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจทั้งหมดอีกครั้ง น่าจะเป็นเดือนต.ค. ปีนี้ ซึ่งต้องดูอีกที่ว่าไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่3 จะเป็นอย่างไร</p>
<p>คลังรับลดงบขาดดุลไม่ได้ตามเป้า</p>
<p>ด้าน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า คลังประเมินภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ รวมถึงกรณีที่รัฐบาลต้องดึงงบลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท มาใส่ไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะพบว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณและจัดทำงบประมาณแบบสมดุลได้ตามแผน</p>
<p>ทั้งนี้ ตามแผนการจัดงบประมาณรายจ่ายแบบสมดุลนั้น รัฐบาลตั้งเป้าจะทยอยลดการขาดดุล นับตั้งแต่ปี 2556 และเข้าสู่จุดสมดุลในปี 2560 โดยในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลได้ตั้งงบขาดดุลไว้ที่ 3 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่มีการขาดดุลถึง 4 แสนล้านบาท และล่าสุด ในปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลได้จัดทำงบขาดดุลจำนวน 2.5 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 2% ของจีดีพี ซึ่งรัฐบาลระบุว่า การขาดดุลในระดับต่ำเพียง 2% ถือว่า เป็นระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อวินัยและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว</p>
<p>สศค.หั่นจีดีพีโตเหลือ 2.6%</p>
<p>ตามแผนเดิมรัฐบาลจะต้องลดการขาดดุลลงไปอีกในปี 2558 และ ปี 2559 เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยมีทิศทางชะลอตัว จากการคาดการณ์เดิมของ สศค. ที่คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวราว 4.5% การประเมินใหม่ปรับลดลงมาเหลือ 2.6% ทำให้รัฐบาลมีภาระที่จำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ดังนั้น อาจไม่สามารถทยอยลดการขาดดุลได้ตามแผน</p>
<p>"ประกอบกับรัฐบาลต้องบรรจุรายจ่ายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะต้องนำมาใส่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้วงเงินรายจ่ายของรัฐบาลสูงขึ้น ขณะที่การประเมินภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า ที่จะมีผลต่อการหารายได้ของรัฐบาล ก็ยังไม่มีความชัดเจน" เขากล่าว</p>
<p>เขากล่าวด้วยว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายปี 2558 ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข้าราชการประจำ จำเป็นต้องเตรียมการวางยุทธศาสตร์ของงบประมาณปี 2558 เพื่อรองรับกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าด้วย</p>
<p>คาดงบปี2558คลอดเดือนพ.ค.ปีหน้า</p>
<p>ด้านนายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวว่า ตามการคาดหมายเบื้องต้นของสำนักงบประมาณ ที่คาดว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในเดือนพ.ย. นี้ และจะผลักดันงบประมาณ ปี 2558 ออกใช้ได้ภายในเดือนพ.ค. ปีหน้า ซึ่งเหลือเวลาเพียง 5 เดือนในการใช้จ่ายงบประมาณ ดังนั้น การกำหนดงบลงทุน จำเป็นต้องกำหนดโครงการที่มีความพร้อมจะลงทุนจริงจัง</p>
<p>ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานว่า รายจ่ายงบประมาณปี 2558 เท่ากับปี 2557 คือ อยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดทำงบขาดดุลได้สูงถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่เกินกรอบที่กฎหมายกำหนดให้ขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่าย แต่การกำหนดงบประมาณขาดดุลที่สูงเช่นนั้น ยากที่รัฐบาลจะสามารถใช้จ่ายได้ทัน ในช่วง 5 เดือนเท่านั้น