ดัน"ข้าวจิ๊บ"สู่ตลาดโลก ด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

สุรชัย พิรักษา
<p>สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นธุรกิจใหม่ที่มีอนาคต แม้ตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยยังอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด แต่ความน่าสนใจอยู่ที่อัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 20-30 ต่อปี</p>
<p>สินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยที่มีแนวโน้มการส่งออกที่สดใส ได้แก่ ข้าว กาแฟ พืชผัก ผลไม้ เครื่องเทศและสมุนไพร โดยเฉพาะข้าวที่มีคำสั่งซื้อจากตลาดสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง แต่ผลผลิตในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การจัดตั้งเครือข่ายชุมชนรับรองเกษตรอินทรีย์ โดยกลุ่มเยาวชนและเกษตรกรผู้ผลิต "ข้าวจิ๊บ" ชุมชนบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์</p>
<p>ชุมชนแห่งนี้จัดตั้งกลุ่มเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากการใช้สารเคมี มาเป็นการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ ด้วยการสนับสนุนจากมูลนิธิไทยคม ที่จัดอบรมการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยนำวิทยากรจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) มาให้ความรู้เรื่องระบบประกันคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (IFOAM) และการขอรับรองแบบกลุ่ม ทั้งได้ทดลองฝึกการตรวจรับรองในแปลงนาตัวอย่างด้วย</p>
<p>คาดว่าหากกลุ่มเกษตรกรบ้านลิ่มทองสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (IFOAM) ได้ จะผลิต "ข้าวจิ๊บ" อินทรีย์ที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มการขยายตัวของเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ตลาดโลก รวมถึงจัดจำหน่ายได้ภายในประเทศ พร้อมกับการส่งออกสู่ตลาดโลกได้ไม่ยาก</p>
<p>เมื่อปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านและเยาวชน ที่ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ชุมชนบ้านลิ่มทอง หาทางช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรในชุมชน พร้อมลงพื้นที่แปลงนา และแปลงผัก เพื่อสาธิตการตรวจรับรองมาตรฐานการทำเกษตรอินทรีย์</p>
<p>นายสมิทธิ์ จันทนป ผู้จัดการโครงการมูลนิธิไทยคม กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิไทยคมเป็นองค์กรการกุศลที่ส่งเสริมเรื่องการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เพื่อให้เด็กไทย "คิดเป็น ทำเป็น" และสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมให้เยาวชนได้เห็นความสำคัญของการทำเกษตรกรรม พัฒนาเยาวชนสู่เกษตรกรมืออาชีพ เพื่อการสร้างงานสร้างอาชีพในสังคมชนบทอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
<p>สำหรับชาวบ้านและกลุ่มเยาวชนบ้านลิ่มทองผู้ผลิต "ข้าวจิ๊บ" เป็นหนึ่งในชุมชนที่จัดตั้งกลุ่มเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจาก การใช้สารเคมีมาเป็นการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 โดยการนำของ นางสนิท ทิพย์นางรอง หรือ "น้าน้อย" ผลิตข้าวจิ๊บ อินทรีย์ส่งให้มูลนิธิไทยคม</p>
<p>หลังจากนั้นมีการตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านลิ่มทองเพื่อขับเคลื่อนงานภายในเครือข่ายชุมชนจาก 1 ครอบครัวจำนวน 20 ไร่ เป็น 14 ครอบครัว และมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 165 ไร่ เพื่อเริ่มพัฒนาระบบการปลูกข้าวอินทรีย์</p>
<p>ดังนั้นการจัดอบรมในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างมาตรฐานการปลูกข้าว โดยวิทยากรจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) มาให้ความรู้เรื่องระบบประกันคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และการขอรับรองแบบกลุ่มที่มีระบบควบคุมภายใน ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมอบรมยังจะได้ทดลองฝึกการตรวจรับรอง</p>
<p>หากกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านลิ่มทองผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (IFOAM)ได้ นอกจากจะผลิตข้าวจิ๊บอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูงแล้ว ยังช่วยสร้างงานให้เกิดในชุมชน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตในสังคมชนบทไม่ให้แรงงานอพยพเคลื่อนย้ายออกไปทำงานต่างถิ่นอีกด้วย</p>
<p>ทั้งนี้หากประเทศไทยเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้มากเพียงพอ และสร้างความมั่นใจให้กับคุณภาพสินค้าในตลาดโลกได้ อนาคตการครองตลาดส่งออกข้าวอินทรีย์ของไทยก็มีสูงขึ้นเช่นเดียวกัน</p>
<p>น้าน้อยกล่าวว่า ข้าวจิ๊บเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของชุมชนบ้านลิ่มทอง มีลักษณะเมล็ดยาว เรียว เมื่อหุงแล้วจะขึ้นหม้อไม่แฉะเหมือนข้าวหอมมะลิ ทั้งมีกลิ่นหอม จึงได้รับความสนใจจากวิทยากรมาอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านและเยาวชน แนะนำให้คัดเมล็ดพันธุ์ข้าวจิ๊บให้เป็นพันธุ์ข้าวบริสุทธิ์</p>
<p>ต่อมามูลนิธิไทยคมนำข้าวจิ๊บไปส่งตรวจหาคุณค่าทางโภชนาการ ณ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลผลิตการตรวจพบว่าข้าวจิ๊บเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งพลังงานไฟเบอร์ และวิตามิน B1 เมื่อเทียบพันธุ์ข้าวอื่น</p>
<p>จากนั้นน้าน้อยใช้เวลา 3 ปีคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวจิ๊บให้บริสุทธิ์ และไม่ใช้สารเคมี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกข้าวปลอดสารพิษ (เกษตรอินทรีย์) ซึ่งปีแรกได้ผลผลิต 350 กิโลกรัมต่อไร่ ปีที่ 2 ได้ผลผลิต 400 กิโลกรัมต่อไร่ และปีที่ 3 ได้ผลผลิตเพิ่มเป็น 450 กิโลกรัมต่อไร่ (ข้าวเปลือก) ทั้งยังสามารถขายข้าวสารบรรจุแพ็กกิโลกรัมละ 60 บาท ให้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร รวมถึงมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ด้วย</p>
<p>จากความสำเร็จดังกล่าวจึงได้ขยายพื้นที่ปลูกข้าวจิ๊บเป็น 20 ไร่ โดยมีมูลนิธิไทยคมได้ช่วยขยายเครือข่ายให้กับน้าน้อย ในการจัดหา ช่องทางการจำหน่ายด้วย ดังนั้นเชื่อว่าหากข้าวจิ๊บของบ้านลิ่มทองผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ก็จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ทั้งยังเป็นใบเบิกทางให้สามารถผลิตข้าวจิ๊บส่งจำหน่ายยังต่างประเทศได้อีกด้วย</p>
<p>ขณะที่ นายอนันต์ ปิ่นจรรยงค์ อายุ 49 ปี ชาวบ้านบ้านโคกพลวง ต.หนองโบสถ์ กล่าวถึงการเข้าร่วมอบรมการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในครั้งนี้ ว่า จะได้นำความรู้หรือแนวทางในการทำการเกษตรอินทรีย์ให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน จะต้องปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งวิทยากรที่มาให้ความรู้ก็ได้แนะนำวิธีการตรวจรับรอง การประเมินผล รวมถึงการตรวจพื้นที่แปลงนาว่ามีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารเคมีอย่างละเอียดด้วย เพื่อที่จะได้นำไปเป็นแนวทางปฏิบัติว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน</p>
<p>ปัจจุบันตนเองก็ปลูกพืชสวนครัวแบบเกษตรอินทรีย์อยู่ ส่วนการปลูกข้าวจิ๊บก็กำลังจะเริ่ม ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้านก็ทำตามความเข้าใจเท่านั้น ไม่รู้จะถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ดังนั้นการจัดอบรมให้ความรู้ในครั้งนี้ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกร เพราะหากการปลูกข้าวจิ๊บ หรือปลูกพืชผักสวนครัวผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ก็จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนตัวก็มั่นใจว่าจะทำได้แต่ต้องใช้เวลา และความอดทน แต่หากทำได้ก็จะเป็นผลดีกับทั้งตนเองและผู้บริโภคด้วย</p>
<p>ด้าน นางนาถฤดี นาครวาจา วิทยากรจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กล่าวว่า มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (IFOAM) เป็นระบบประกันคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ พัฒนาขึ้นโดยสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ริเริ่มจัดตั้งโครงการรับรองระบบงานเกษตรอินทรีย์เพื่อให้บริการรับรองระบบงานแก่หน่วยตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ต่างๆ ปัจจุบันมีสมาชิก 800 องค์กร ใน 120 ประเทศจากทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p>สำหรับประเทศไทยสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองระบบงานเกษตรอินทรีย์ (IFOAM) นี้ จาก IOAS ตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน และเป็นหน่วยงานตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์แห่งแรกในเอเชีย มกท.ให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในขอบข่ายเกี่ยวกับการเพาะปลูกพืช การเก็บผลผลิตจากป่า และพื้นที่ธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูปและจัดการผลผลิต รวมถึงปัจจัยการผลิตเพื่อการค้า</p>
<p>สำหรับ IFOAM เป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ที่สากลให้การยอมรับ โดยจะช่วยประหยัดเวลาในการติดต่อสำหรับส่งออกสินค้าที่ยุ่งยาก และช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านการตรวจสอบในประเทศที่นำสินค้าเข้าอีกด้วย</p>
<p>"ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพียง 150 ราย การลงพื้นที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตข้าวจิ๊บหรือพืชผักในระบบเกษตรอินทรีย์ที่บ้านลิ่มทองในครั้งนี้ ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปพัฒนาปรับปรุงการผลิตข้าวจิ๊บ หรือเพาะปลูกพืชผัก เพื่อให้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเกษตรกรเองด้วย ว่าจะปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด" นางนาถฤดีกล่าว

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด