เตรียมปรับทีโออาร์โครงการทวายใหม่ หลังไร้นักลงทุนเข้าประมูลโครงสร้างพื้นฐาน "ถนน-ท่าเรือ" "เหตุกำหนดให้นักลงทุนที่จะพัฒนานิคมต้องสร้างถนนความยาว 130 กม.จากชายแดนไทยไปโครงการ</p>
<p>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าโดยปกติการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรม รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่นถนน ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม จากนั้นจะให้สิทธิประโยชน์เอกชนเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานแต่แนวทางการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของพม่า มีความแตกต่างจากการลงทุนในอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทย เนื่องจาก รัฐบาลไทยและพม่าตกลงที่จะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ใน 3 โครงการคือถนน ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม โดยการเปิดประมูลไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์</p>
<p>นายอาคมกล่าวว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไขของทีโออาร์ ที่ไม่ดึงดูดนักลงทุน เช่นการกำหนดให้นักลงทุนที่จะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องลงทุนสร้างถนน 130 กิโลเมตร จากชายแดนไทยไปโครงการและมีสิทธิเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนน ซึ่งญี่ปุ่นมองว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควรดำเนินการโดยรัฐ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยและพม่าได้เชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้าร่วมลงทุนในโครงการนี้ โดยอาจจะเป็นหุ้นส่วน หรือเข้ามาลงทุนในโครงการ แต่จนถึงขณะนี้ญี่ปุ่นยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะเข้ามาร่วม</p>
<p>"ทั้งรัฐบาลไทยและพม่า มีความคาดหวังว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะเข้ามาร่วมประมูล หรือร่วมลงทุนในโครงการนี้ แต่ทางญี่ปุ่นมีความเห็นว่ารัฐควรจะเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นรัฐบาลไทย หรือพม่าก็แล้วแต่ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยญี่ปุ่นกล่าวว่าเงินลงทุนไม่ใช่ปัญหาแต่สิ่งที่สำคัญคือแผนการลงทุนและแนวทางการลงทุนนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่" นายอาคมกล่าว</p>
<p>นายอาคมกล่าวว่า บริษัท ทวาย เอส อีแซด ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา มาทบทวนทีโออาร์ใหม่เพื่อให้การประมูลในโครงการมีความเป็นไปได้มากขึ้น จะใช้เวลาศึกษา 4 เดือน นอกจากนี้ได้จ้างบริษัท Ernst&Young มาทำข้อตกลงสำหรับการลงทุนของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ หรือไอทีดี ที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำข้อมูลไปใช้สำหรับการเปิดประมูลโครงการในระยะต่อไปโดยขณะนี้ถือว่ายังมีเวลาในการศึกษาและเตรียมการ เนื่องจากยังไม่มีรัฐบาลใหม่ จึงยังไม่สามารถจัดการประชุมในระดับรัฐมนตรี แต่ในส่วนของคณะทำงานระหว่างสองประเทศ และบริษัทเอสพีวียังทำงานต่อเนื่องต่อไปในส่วนของโครงการถนน และท่าเรือนั้น ในขณะนี้ ไอทีดียังคงบำรุงรักษาโครงการที่ได้ลงทุนก่อนหน้านี้อยู่ต่อไป เพื่อรอนักลงทุนรายใหม่</p>
<p>ที่มา : นสพ.มติชน