นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ชำแหละนโยบาย"จำนำข้าว"

รายงานพิเศษ
<p>นโยบายรับจำนำข้าวทุกเม็ดสูงกว่าราคาตลาด เรียกเสียงฮือฮาตั้งแต่เริ่มจนปิดโครงการไปเมื่อเดือนก.พ.2557 ที่ผ่านมา พร้อมๆ กับความเสียหายที่เกิดขึ้น</p>
<p>"ข่าวสด" ได้สัมภาษณ์ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมทั้งสิ่งคาดหวังที่จะให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมข้าวไทย</p>
<p>ทราบมาว่าเพิ่งหารือกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)</p>
<p>ทางองค์กรได้รับงบการวิจัยและสนใจเรื่องข้าว เราก็ให้ข้อคิดเห็นว่าประเทศไทยต้องมีข้าวอะไรบ้าง เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งคุยกันหลายเรื่องว่าเราต้องการข้าวแบบไหน เพราะตอนนี้เราผลิตข้าวเมล็ดยาว มีแค่สองอย่าง คือ ข้าวที่นิ่มกับข้าวที่แข็งไปเลย แต่เราไม่มีข้าวที่นิ่มแบบกลางๆ ตลาดค่อนข้างกว้าง</p>
<p>แต่ข้าวของเรานิ่มไปเลยแบบข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี และแข็งไปเลยแบบข้าวชัยนาท 1 เราก็พยายามบอกความต้องการของเราว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ เขามีอะไรบ้าง</p>
<p>ที่ผ่านมาผู้ส่งออกไทยขายทุกอย่างที่ชาวนาปลูกหน่วยงานราชการที่ทำด้านการวิจัยก็ให้ความสำคัญกับการวิจัยเพื่อช่วยเหลือชาวนา เช่น ทำอย่างไรให้มีพันธุ์ข้าวที่ต้านทานเชื้อโรค แมลงได้ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการตลาด</p>
<p>ตอนนี้เรามีพันธุ์ข้าวเยอะมาก</p>
<p>ใช่ เรามีพันธุ์ข้าวเยอะมาก เมื่อเราไม่รู้ว่าข้าวเป็นพันธุ์อะไร เพราะดูด้วยตาเปล่าไม่ออกทำให้เราเพิ่มราคาไม่ได้ ข้าวหอมมะลิก็ยังไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องมาคุยกันถึงยุทธศาสตร์ว่าจะเอายังไง จะผลิตข้าวพันธุ์อะไรบ้าง ผลิตเท่าไหร่ ท้องที่ไหน อย่างไร ให้ต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อจะแข่งกับต่างประเทศให้ได้</p>
<p>แนวโน้มการส่งออกข้าว</p>
<p>ตอนนี้เราส่งออกข้าวหอมมะลิไปแต่ละปีประมาณ 2.5 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 2 ล้านตัน ข้าวขาว 3-4 ล้านตัน นอกนั้นก็เป็นข้าวเหนียวที่มีการส่งออกบ้าง แน่นอนว่าเราต้อง ส่งออกให้ตรงกับความต้องการของผู้นำเข้า ต้องมีการแยกตลาด เช่น ข้าวหอมเป็นตลาดพรีเมียม ข้าวนึ่งเป็นตลาดแอฟริกา ส่วนข้าวขาวก็ทั่วไป</p>
<p>คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด</p>
<p>เวียดนาม ช่วง 2-3 ปีมานี้เขาพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ออกมาค่อนข้างมาก ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง เช่น ข้าวหอม ของเขาตอนนี้ส่งออกเกือบล้านตัน ซึ่งใช้เวลาแค่ไม่ถึง 5 ปี โดยที่ไทยมีส่วนในการเปิดโอกาสให้เขา เพราะนโยบายรับจำนำข้าว ทำให้ข้าวหอมมะลิไทยราคาสูงกว่าเขากว่า 1 เท่าตัว ตลาดที่ไม่มีกำลังซื้อหรืออ่อนไหวเรื่องราคา เช่น ร้านอาหาร เมื่อก่อนอาจไม่ยอมนำเข้าข้าวเวียดนาม เพราะราคาไม่ห่างจากข้าวหอมมะลิไทยมากนัก แต่ตอนนี้ราคาห่างกันมากทำให้ต้องซื้อข้าวเวียดนาม เมื่อเขาเคยชินกับข้าวเวียดนามช่วงที่ข้าวไทยราคาสูง ก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะกลับมากินข้าวไทย</p>
<p>เราต้องทำให้ผลผลิตต่อไร่เราสูงขึ้น ตอนนี้เราทำได้แค่ 300 กิโลกรัม(ก.ก.)ต่อไร่ ถ้าเราทำได้ 600 ก.ก. เราก็ขายแข่งกับคู่แข่งได้ เราจะต้องช่วยเหลือชาวนา โดยการลดต้นทุนการผลิต ให้ปุ๋ย ให้น้ำชลประทาน ใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการปรับระดับที่ดิน การรวมที่ดินเป็นแปลงใหญ่ เป็นต้น</p>
<p>ในอนาคตเราจะเดินสะเปะสะปะไม่ได้ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศว่าจะผลิตพันธุ์ข้าวอะไรบ้าง เพราะคู่แข่งเยอะขึ้น ไม่ควรกำหนดเรื่องราคาแต่ควรให้เป็นตามดีมานด์และซัพพลายเราไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ ของโลก ทั่วโลกผลิตข้าวได้ 400 ล้านตัน เราผลิตได้แค่ 5% เราเป็นเพียงผู้ค้ารายใหญ่</p>
<p>แต่โครงการรับจำนำทำให้ข้าวไทยในตลาดโลกหายไปเยอะมาก และในที่สุดก็ต้องเร่งระบายนำเงินไปคืนให้ชาวนา ทำให้ราคาลงไปเรื่อยๆ ขัดแย้งกับที่รัฐบาลเคยบอกว่าซื้อข้าวมาไว้ในโกดังเยอะๆ จะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น ข้าวไทยขายได้ราคาดีขึ้น ตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นมีแต่จะตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะพ่อค้าก็รู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลจะขายข้าว ก็ไม่ต้องสต๊อกไว้เยอะ ผู้ส่งออกก็ชอบที่ข้าวไทยส่งออกได้และราคาใกล้เคียงกับคู่แข่ง ขณะเดียวกันความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้วจากการดำเนินโครงการ แต่เราต้องทำเพราะรัฐก็อยากขายข้าว ตอนนี้ข้าวไทยทุกชนิดราคาตกมาก</p>
<p>ยุทธศาสตร์ที่ภาครัฐควรดำเนินการ</p>
<p>ผมว่าภาคเอกชนต้องลงมือทำเอง โดยต้องหารือกับภาคธุรกิจ ชาวนา ที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน จากนั้นก็นำเสนอภาครัฐให้ทำตามยุทธศาสตร์ที่เสนอ ภาครัฐแค่สนับสนุนภาคเอกชนกับชาวนา เพราะรัฐไม่รู้เรื่องการขายข้าวก็ไม่ควรลงมือขายข้าวเอง และไม่ควรมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ข้าวที่เอกชนคิดขึ้น และไม่ควรมาบอกว่าจะรับจำนำ เพราะผู้ส่งออกเอาเปรียบชาวนาซึ่งไม่จริง หากจะช่วยชาวนาก็ไม่ควรมาแตะต้องเรื่องราคา ควรไปช่วยด้านปัจจัยการผลิต</p>
<p>แสดงว่าที่ผ่านมานโยบายรับจำนำไม่ได้ช่วยชาวนา</p>
<p>ถ้ารัฐบาลจะช่วยชาวนาจริงๆ ควรช่วยแบบเฉพาะเจาะจง เช่น มีพื้นที่ทำนาเท่านั้นเท่านี้ถึงจะได้รับเงินจากโครงการ เพราะทุกวันนี้รายใหญ่มีที่นาเป็นร้อยๆ ไร่ก็ได้เงินรับจำนำ รัฐบาลควรจะฟังเรา ไม่ควรออกมาทำการค้าเอง เราเสียดายมาก อุตสาหกรรมข้าวที่เราทำมาหลาย สิบปีอยู่ๆ ก็หายไปประเทศอื่นๆ คิดว่าทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้ คิดอะไรอยู่ แล้วก็ชอบหาว่าผู้ส่งออกเอาเปรียบชาวนา กดราคาจำหน่าย</p>
<p>ผมบอกเลยว่าราคาข้าวเป็นการกำหนดโดยตลาดโลก มันเป็นตลาดที่กว้างมาก การที่รัฐบาลซื้อข้าวมาเก็บไว้ รู้ไหมแนวโน้มตลาดโลกเป็นยังไง จะมากำหนดราคาข้าวโลกเองไม่ได้และสุดท้ายเห็นไหม ก็ขายแบบขาดทุน ถ้าเป็นเอกชนล้มไปแล้ว แต่นี่เป็นรัฐบาลค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาจากภาษี</p>
<p>ผมถึงย้ำเสมอว่า เรากำหนดราคาข้าวเองไม่ได้ ถ้ากำหนดได้เองประเทศไทยรวยไปแล้ว 2 ปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์ได้แล้ว ฉะนั้นอย่าเอาคำพูดว่าที่ทำโครงการรับจำนำเพราะชาวนาจน ที่ชาวนาจนทุกวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราคา อาจมีบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะเราทำ</p>
<p>ยืนยันว่าผู้ส่งออกไทยไม่ได้กดราคารับซื้อข้าว</p>
<p>ตลาดข้าวมันใหญ่มาก ผลผลิตแต่ละปีในโลกก็เยอะมาก คนไทยผลิตได้น้อยมาก เพราะกำหนดราคาไม่ได้หรอก ยกเว้นคนที่จะทำให้ราคาข้าวสั่นสะเทือนได้คือจีน เพราะผลิตได้ 140 ล้านตัน กินในประเทศ 100 กว่าล้านตัน หากจีนขาดแคลนขึ้นมาแสดงว่าจะมีผลต่อตลาดแน่ เขาเป็นยักษ์ใหญ่จริงๆ รวมทั้งอินเดียที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก การประเมินราคาข้าวไม่ใช่ทำได้แบบวันต่อวัน ต้องมองไปอนาคต</p>
<p>แสดงว่านโยบายรับจำนำล้มเหลว</p>
<p>ผมไม่ได้ว่าอย่างนั้น แต่ก็เป็นนโยบายที่สูญเงินงบประมาณไปมากหลายแสนล้าน เชื่อไหมว่าถ้าเอาไปทำระบบชลประทานทั่วประเทศก็ยังไม่เท่ากับการรับจำนำแถมยังเหลืออีก แต่ไม่ทำ แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นใครได้ เราเสียดายตลาดที่เสียหายไป ผู้นำด้านการตลาดเราก็เสียไป เราใช้เวลากว่า 20 ปีกว่าจะทำได้ถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้เรากลับมาแข่งกับเวียดนามได้แล้ว เราได้เปรียบ เพราะผู้ส่งออกไทยค่อนข้างได้รับการเชื่อถือจากคู่ค้า</p>
<p>หากรัฐบาลไม่เปลี่ยนนโยบายผู้ส่งออกก็ต้องย้ายฐาน</p>
<p>ใช่ มันก็ต้องทำ ไม่ย้ายฐานก็ต้องเลิกทำไปเลย ประเทศคอมมิวนิสต์ยังต้องเปลี่ยนเป็นการค้าเสรี แต่เราเป็นประชาธิปไตยกลับจะทำการค้าแบบคอมมิวนิสต์ วันแรกที่รับจำนำราคาข้าวขาว 620 เหรียญต่อตัน ตอนนี้เหลือ 300 กว่าเหรียญ ถ้ารัฐบาลทำได้อย่างที่พูดมันน่าจะอยู่ที่ 800 เหรียญหรือ 15,000 บาทต่อตันไปแล้ว ถามว่าเสียหายไหมละเพราะต้นทุน 800 เหรียญขายได้แค่ 300 เหรียญ เงินพวกเราทั้งนั้น</p>
<p>แนวโน้มตลาดข้าวไทยเป็นยังไงบ้าง</p>
<p>ตอนนี้ตลาดต่างๆ ที่เคยหายไปเริ่มกลับมาแล้ว เพราะราคาข้าวเราเริ่มใกล้เคียงกับข้าวจากประเทศคู่แข่ง ทั้งตลาดมาเลเซีย แอฟริกา ส่วนฮ่องกงกับสิงคโปร์ก็เริ่มจะกลับมาแล้ว ทั้งสองตลาดนี้เป็นตลาดพรีเมียม ซึ่งหายไปเยอะมาก รวมทั้งจีนก็ต้องพยายามให้กลับมาให้ได้</p>
<p>หนทางที่จะทำให้ตลาดกลับคืนมา</p>
<p>แน่นอนว่าเราต้องดูเรื่องราคาและตลาดฮ่องกง เราก็พยายามดูว่าเราจะทำได้อย่างไรเพื่อให้แข่งขันกับข้าวจากเวียดนามได้ เมื่อเร็วๆ นี้ เราก็เพิ่งไปประชุมความร่วมมือทางการค้าข้าว กับสมาคมผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง เขารู้สึกโกรธว่าทำไมไทยทำให้ราคาข้าวในประเทศสูงขึ้น และส่งออกไม่ได้ ทำให้สมาคมต้องสั่งนำเข้าจากเวียดนามแทน เขาก็บอกว่าไม่อยากให้ทำแบบนี้อีก</p>
<p>ทุกวันนี้ต้องถามว่าใครดัมพ์ราคาข้าว การที่รัฐบาลเร่งประมูลข้าวออกมาแบบนี้ราคามันก็ลงอยู่แล้ว ไม่มีใครไปกดราคา ตลาดมันกำหนดราคามันเอง สองเดือนที่ผ่านมารัฐบาลระบายข้าวออกมากว่า 2 ล้านตันแล้ว ถ้าข้าวไทยขายได้อย่างที่รัฐบาลประกาศ ป่านนี้ข้าวไทยหมดโกดังแล้ว ถ้าผมเป็นรัฐบาลจะประกาศเลยว่าจะลดพื้นที่ปลูกข้าวลงเลย จะไม่ทำโครงการรับจำนำเพราะมันส่งผลต่อราคา และคุณภาพข้าวโดยรวมทำให้ผู้ผลิตข้าวพรีเมียม อยู่ไม่ได้</p>
<p>ปีนี้การส่งออกข้าวเป็นอย่างไรบ้าง</p>
<p>คิดว่าถึงสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 8.5-9 ล้านตันแน่ เพราะสองเดือนนี้ก็ 1.5 -1.6 ล้านตันแล้ว ครึ่งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.2-2.5 ล้านตัน</p>
<p>ถ้ามีรัฐบาลใหม่อยากให้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องข้าวบ้าง</p>
<p>อยากให้อยู่เฉยๆ สิ่งที่สำคัญคืออยากให้ปล่อยเป็นตลาดเสรีแล้วก็จะมีจุดสมดุลเอง ยังมีชาวนา 10% ที่ไม่ได้ร่วมโครงการ แต่ก็ยังขายข้าวได้ มีคนมาแย่งซื้อผลผลิต และหากจะช่วยก็ควรช่วยชาวนาที่ยากจนจริงๆ ไม่ใช่ช่วยชาวนาที่เป็นเจ้าของที่ดิน 300 ไร่</p>
<p>ถ้าจะช่วย แจกเป็นเงินสดไปเลยจะดีกว่า คือประกาศว่าห้ามปลูกข้าว แต่จ่ายเป็นเงินสดให้ต่อไร่ ผมว่าจะใช้ งบประมาณน้อยกว่ารับจำนำ เช่นให้ไร่ละ 2,000 บาท เพื่อจูงใจไม่ให้ปลูกข้าว อย่างน้อยก็จูงใจไม่ให้ปลูกในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ ทำแบบนี้ดีกว่า งบประมาณใช้น้อยกว่า แต่ทำไมไม่ทำ การที่รับจำนำทุกเมล็ดนี่ไม่ได้เป็นการช่วยชาวนาจริงๆ แต่เป็นเรื่องของประชานิยม ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติ<br />
นี่คือคำอรรถาธิบายเรื่องจำนำข้าวที่ชัดเจนที่สุด

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด