อุดมการณ์แห่งรัฐ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

"เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ"

ป้ายขนาดใหญ่ที่ถูกนักศึกษา มธ.ชูขึ้นในงานฟุตบอลประเพณี แพร่หลายในสื่อกระดาษและออนไลน์อย่างรวดเร็ว กลายเป็นคำขวัญของนักศึกษาอีกหลายมหาวิทยาลัย ซึ่งแอบติดป้ายหรือประกาศคำขวัญนี้ในและใกล้บริเวณมหาวิทยาลัย

หากไม่ทราบที่มาของคำขวัญนี้ ป้ายเหล่านี้ก็เพียงแสดงความคับข้องใจของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ที่มีต่อการรัฐประหารและรัฐบาล คสช.เท่านั้น แต่คำขวัญนี้มาจากคำประกาศด้วยเสียงอันดังของครูครอง จันดาวงศ์ บนลานประหาร ก่อนที่จะถูกนำตัวไปยิงเป้าในที่สาธารณะ เป็นเยี่ยงอย่างให้ประชาชนเสียขวัญ

ประวัติที่มาของคำขวัญทำให้ข้อความสั้นๆ ตรงไปตรงมาเท่านี้ กลายเป็นอุดมการณ์ เพราะความหมายขยายขึ้นจากการสาปแช่งเผด็จการ และความปรารถนาที่จะเห็นการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของประชาธิปไตยเท่านั้น

อุดมการณ์คือชุดความคิดหนึ่ง ที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อทำให้ประชาชนยอมรับอำนาจตามโครงสร้าง ที่ชนชั้นปกครองได้วางเอาไว้ คำว่ายอมรับในที่นี้มีความหมายกว้างกว่ายอมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเมื่อถูกรัฐรอนสิทธิต่างๆ นับตั้งแต่เก็บภาษีไปจนถึงจับเข้าคุก ก็ยอมจำนนโดยดี และหมายรวมไปถึงการถือเอาอุดมการณ์เป็นบรรทัดฐานของการตัดสินว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรคือระเบียบทางสังคมที่ดี อะไรคือระเบียบสังคมที่จะนำความพินาศมาให้ จึงกระทบต่อเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม และวัฒนธรรมทุกด้าน ดังนั้น อุดมการณ์จึงเป็นชุดความคิดมากกว่าความคิดโดดๆ

รัฐอะไรในโลกก็ล้วนตั้งอยู่บนอุดมการณ์ทั้งนั้น เพราะการยอมรับของประชาชนเป็นอำนาจที่แน่นอนกว่าปืน อีกทั้งรัฐ (โดยเฉพาะรัฐสมัยใหม่) ยังมีอำนาจในการเสริมสร้างอุดมการณ์ให้แพร่หลายและฝังลึกในหมู่ประชาชนได้ยืนนาน ในขณะที่ยิงปืนนัดเดียวสร้างศัตรูได้เป็นร้อย

จากนิยามข้างต้น ก็จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์ไม่ใช่ชุดความคิดที่ประเสริฐศรีไปด้วยความยุติธรรม เพราะนั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของอุดมการณ์ การยอมรับของประชาชนต่างหากที่มีความสำคัญสูงสุด การกระจายทรัพย์สินของรัฐทุนนิยมไม่ใช่ความยุติธรรมแน่ แต่อุดมการณ์ของรัฐทุนนิยมต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าการกระจายทรัพย์เช่นนั้นเป็นความยุติธรรมที่สุด กล่าวคือคนที่ได้ส่วนแบ่งทรัพยากรไปมาก คือคนที่เหมาะสมจะถือทรัพยากรส่วนนั้นไว้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าไปกระจายตามความจำเป็นของแต่ละคน

ด้วยเหตุดังนั้น อุดมการณ์ของรัฐจึงถูกท้าทายในแทบจะทุกแห่งในโลก ท้าทายในเรื่องปลีกย่อยบ้าง ท้าทายในหลักการใหญ่บ้าง และที่น่าสนใจคือในตลอดคริสต์ศตวรรษที่แล้วก็คือการสร้างอุดมการณ์ทวนกระแสขึ้นในหลายต่อหลายรัฐ โดยปัญญาชนที่มองเห็นความไม่เป็นธรรมของอุดมการณ์ในกระแส อุดมการณ์ทวนกระแสเป็นทั้งชุดความคิดท้าทาย ที่เสนอทั้งทางเลือก และทางออกจากอุดมการณ์กระแสหลัก อุดมการณ์ทวนกระแสจึงเป็นชุดความคิดเหมือนกัน

"เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" ไม่ถึงกับเป็นอุดมการณ์ทวนกระแส เพราะเอาเข้าจริง หลักการของคำขวัญนี้สอดคล้องกับส่วนหนึ่งของอุดมการณ์กระแสหลักในรัฐไทยอยู่แล้ว และนี่อาจเป็นพลังของคำขวัญนี้ นอกจากได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางแล้ว ยังมีเนื้อหาที่แฝงอยู่ซึ่งเป็นที่รู้กันแล้วโดยไม่ต้องให้รายละเอียดก็ได้ แถมโดยประวัติยังมีคนยอมสละชีวิตให้แก่หลักการนี้มาอย่างสง่างามแล้ว

ผมหวังว่าจะอธิบายความคิดที่ยอกย้อนตรงนี้ให้เป็นที่เข้าใจได้ดังนี้

ประชาธิปไตยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์กระแสหลักไทยมาตั้งแต่ปี 2475 จากนั้นมาจนถึงวันนี้ มีเผด็จการเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เผด็จการทุกคณะต่างต้องอ้างว่าจะสถาปนาประชาธิปไตยที่ดีกว่าเดิมขึ้นในบ้านเมือง เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะแก่สังคมไทยมากกว่าบ้าง, สะอาดบริสุทธิ์กว่าบ้าง หรือสร้างความเจริญได้โดยความสามัคคี เพราะไม่ต้องทะเลาะกันบ้าง คณะรัฐประหารชุดสุดท้ายนี้ก็ทำอย่างเดียวกัน

แต่ในขณะเดียวกัน เผด็จการทุกชุด ก็ไม่โง่ถึงกับไม่รู้ว่าการถอนรากถอนโคนประชาธิปไตยออกไปจากอุดมการณ์รัฐไทยนั้นทำไม่ได้ แต่จะลดพลังของประชาธิปไตยในอุดมการณ์รัฐลงได้อย่างไร วิธีที่ทำและประสบความสำเร็จก็คือ นำเอาสิ่งใหม่ที่ดูเหมือนมีคุณค่าอย่างสูงเข้ามาแทนที่หรือชดเชยประชาธิปไตยที่หายไป

ในเผด็จการทุกชุดของไทย ผมคิดว่ามีสองชุดที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ หนึ่งคือชุดของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ระหว่างเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะยุติลง ในแง่หนึ่งท่านอ้างภาวะฉุกเฉินของบ้านเมือง ที่ทำให้ต้องการผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาด แต่ในอีกด้านหนึ่งท่านมุ่งสร้างมนุษย์ไทยพันธุ์ใหม่ขึ้น ด้วยการปฏิวัติทางวัฒนธรรมหลายด้าน นับตั้งแต่เครื่องแต่งกาย, ภาษา, การแสดง, การพักผ่อนและความบันเทิง, อุปนิสัยใจคอ และมารยาทในการเข้าสังคม เป็นต้น ด้านหนึ่งของความมุ่งมั่นด้านนี้คือเหตุผลด้านชาตินิยม แต่อีกด้านหนึ่งคือการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย (ในความคิดของท่าน) ได้แก่ ยกเลิกช่วงชั้นทางสังคมที่กำกับสังคมไทยตั้งแต่โบราณลง อันเป็นช่วงชั้นที่มาจากกำเนิดและความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์

เผด็จการอีกชุดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในทรรศนะของผมก็คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นอกจากเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในนามของการพัฒนาแล้ว เผด็จการผู้นี้ยังพยายามจะสร้างมนุษย์ไทยพันธุ์ใหม่เช่นกัน ในทรรศนะของเขา คนไทย "เพียงพอ" เกินไป จึงออกไปทางขี้เกียจ เขาทุ่มพลังของรัฐลงไปในการเผยแพร่คำขวัญ "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" ผลักให้คนไทยหาความสุขจากการบริโภค ซึ่งต้องใช้เงิน เขาประกาศห้ามมิให้คนนั่งร้านกาแฟนานๆ และยังเสนอคำขวัญเพื่อเปลี่ยนคนไทยไปเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่อีกหลายชิ้น ผลตอบแทนของความเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่คือรายได้ (ที่เป็นตัวเงิน) เพิ่มขึ้น

เงินไม่ใช่อย่างเดียวที่เข้ามาทดแทนประชาธิปไตยได้ สิ่งที่สำคัญกว่าในสังคมที่ยึดประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ (เช่นเยอรมนีก่อนนาซี) คือการสร้างโลกใหม่ มนุษย์พันธุ์ใหม่ อุดมการณ์ของเผด็จการที่ประสบความสำเร็จในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกคือการเปิดหน้าใหม่ให้แก่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ประเทศไทยเล็กเกินกว่าจะมีเผด็จการที่ไปถึงขั้นนั้นได้ แต่เผด็จการจะประสบความสำเร็จในประเทศไทยได้ อย่างน้อยก็ต้องทำให้คนไทยเชื่อว่า หน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ไทยกำลังจะเปิดขึ้นแล้ว

แต่เผด็จการไทยทุกชุดหลังจากสฤษดิ์เป็นต้นมา ไม่มีอุดมการณ์ใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่หรือบรรเทาน้ำหนักของประชาธิปไตยลง ได้แต่ยึดส่วนอื่นๆ ของอุดมการณ์รัฐไทยเช่น ชาตินิยม, การพัฒนา, กษัตริย์นิยม โดยไม่มีประชาธิปไตย ในแง่นี้เผด็จการจึงเป็นผู้มาแย่งชิงอุดมการณ์รัฐไทยไปตัดต่อ โดยไม่สามารถทำให้ใครเชื่อได้ว่าจะมีหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์เกิดขึ้น

และเพราะไม่มีประชาธิปไตยเหลืออยู่ในอุดมการณ์รัฐเผด็จการ ซ้ำไม่มีสัญญาณของหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ด้วย เผด็จการหลังมรณกรรมของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทุกคณะ จึงต้องหันไปปลุกปั่นส่วนที่เหลือในอุดมการณ์แห่งรัฐ นั่นคือชาตินิยม, กษัตริย์นิยม, ระเบียบสังคมตามประเพณี (เช่น ห้ามนักศึกษาชายไว้ผมยาวในสมัยถนอม กิตติขจร), ทหารนิยม และการพัฒนา ซึ่งนับวันก็เผยความไม่เป็นธรรมในตัวมันเองออกให้เห็นชัดเจนขึ้น หรือค่านิยม 12 ประการ ฯลฯ เผด็จการไทยจึงเป็นเผด็จการล้าหลังตลอดมา ไม่ใช่ล้าหลังในโลกอย่างเดียว แต่ล้าหลังในสังคมไทยเองด้วย

ดังนั้น กลุ่มต่อต้านจึงมีพลังมากขึ้น บังคับให้เผด็จการทุกชุดต้องใช้ความรุนแรงในการปราบปราม นับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของ พคท.มาถึงการสังหารหมู่นักศึกษาใน 6 ตุลา มาจนถึงพฤษภามหาโหดใน 2535 และการล้อมปราบใน 2552 และ 2553 ยิ่งต้องใช้ความรุนแรงมาก ก็ยิ่งทำให้กองทัพกลายเป็นอำนาจสูงสุดทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งกองทัพมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเท่าไร การเมืองไทยก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จนแม้แต่อุดมการณ์รัฐก็ยิ่งอ่อนพลังลง เพราะพลังของอุดมการณ์มาจากการยอมรับ ไม่ใช่การปราบปราม

พฤติกรรมของเผด็จการชุดสุดท้ายนี้ชี้ให้เห็นความอ่อนแอด้านอุดมการณ์รัฐได้อย่างชัดเจน การเที่ยวไล่ล่าศัตรูทางการเมืองด้วย ม.112 กลับทำความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์, การพัฒนากลายเป็นการทำโครงการใหญ่โดยขาดเป้าหมายทางเศรษฐกิจในระยะยาว, ระเบียบทางสังคมคือค่านิยม 12 ประการ ซึ่งเป็นระบบคุณค่าของสังคมประเพณีทั้งดุ้น ซึ่งที่จริงแล้วล้วนแต่ต้องการนิยามใหม่ที่เหมาะกับสังคมซึ่งเปลี่ยนไป, ทหารนิยมกลายเป็นการให้ตำแหน่งบริหารแก่ผู้นำเหล่าทัพและบริวาร, แม้แต่ระเบียบสังคมตามประเพณีก็ถูกละเมิดด้วยท่าทีของผู้นำเผด็จการเสมอ เช่น ความเป็นผู้ใหญ่ในวัฒนธรรมไทยตามประเพณี เหลือแต่ความหมายเดียวคือมีอำนาจดิบสูงสุด ฯลฯ

ในขณะเดียวกัน "ประชาธิปไตย" ในความคิดของคนไทยก็ขยายความหมายไปครอบคลุมพื้นที่สาธารณะมากขึ้น ไม่แต่เพียงต้องมีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม, การกระจายอำนาจ, เสรีภาพทั้งของบุคคลและองค์กรทางสังคม ฯลฯ "ประชาธิปไตย" ในความคิดของประชาชน กำลังกลายเป็น "ระบบ" บริหารจัดการทั้งทางการเมืองและสังคมไปพร้อมกัน จึงยิ่งมีพลังมากกว่าส่วนอื่นๆ ในอุดมการณ์รัฐ

ผมไม่เชื่อว่าอำนาจใดๆ ที่ขาดฐานทางอุดมการณ์จะดำรงอยู่ได้ยืนนานในสังคมทุกแห่ง ฉะนั้นปัญหาเผด็จการในสังคมไทยจึงไม่น่าห่วงเท่าไรนัก ที่น่าจะห่วงกว่าคือหลังการล่มสลายของเผด็จการ อุดมการณ์ของรัฐไทย จะได้รับการพัฒนาขึ้นให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร เพื่อที่เราจะไม่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่ไร้กรอบกติกาใดๆ ทั้งสิ้นอย่างที่ผ่านมา

ที่มา:มติชนรายวัน 2 มีนาคม 2558

แหล่งข่าว: 
มติชนออนไลน์

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด