ทีมเศรษฐกิจ
ณ เวลานี้... ประเทศไทยได้กลายเป็น “ฮับ” แห่งการรักษาพยาบาลไปแล้ว หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 47 รัฐบาลได้ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ
แม้ว่า...กระแสข่าวคราวเรื่องค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน ที่มีราคาสูงลิ่ว ยังเป็นประเด็นถกเถียง ยังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยในเวลานี้ แต่! ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ณ เวลานี้... ประเทศไทยได้กลายเป็น “ฮับ” แห่งการรักษาพยาบาลไปแล้ว
หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 47 รัฐบาลได้ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ ที่นอกจากคนไทยสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ตามสิทธิที่มีอยู่แล้ว ยังมีเป้าหมายให้ต่างชาติเดินทางเข้ามารับการบริการสุขภาพในไทย ล่าสุดเมื่อปี 57 มีคนต่างชาติเข้ารับการรักษาพยาบาลในเมืองไทยมากถึง 1.2 ล้านครั้ง สร้างรายได้มากกว่า 1.4-1.5 แสนล้านบาททีเดียว
เอกชนนำทัพเพิ่มรายได้
ที่สำคัญ...รายได้ที่เข้ามานั้น เป็นรายได้ที่เข้ามารักษาตัวหรือรับบริการในโรงพยาบาลเอกชน ไม่ต่ำกว่า 55% หรือมากกว่า 7 หมื่นล้านบาททีเดียว ส่วนที่เหลือเป็นเงินได้ที่จากบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 5 หมื่นล้านบาทและการส่งเสริมสุขภาพอีก 2 หมื่นล้านบาท นั่นเท่ากับแสดงให้เห็นว่าโรงพยาบาลเอกชน เป็นส่วนสำคัญของแผนงานเมดิเคิล ฮับ และยังนำไปสู่การเป็นสารพัดฮับทางด้านการแพทย์และรักษาพยาบาล ไทยเป็นฮับที่แข็งแกร่ง การเป็น “ฮับ” ทางการแพทย์ของไทย เวลานี้ ถือว่าแข็งแกร่ง แม้จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปีนี้ก็ตาม แต่ด้วยความก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งเทคนิค เทคโนโลยีและระบบต่าง ๆ ก็มั่นใจได้ว่าไทยยังสามารถครองความเป็น “ฮับ” ด้านการแพทย์ต่อไปได้อย่างแน่นอน
ย้ำ3เพื่อนบ้านน่าสนใจ
“กำพล พลัสสินทร์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า โอกาสของธุรกิจการแพทย์ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อเปิดเออีซี ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อว่าคงไม่รู้สึกอะไรกันมาก แต่เมื่อใกล้เวลาเปิดเออีซีเข้ามาทุกขณะ เชื่อว่าทุกฝ่ายทุกคนก็เริ่มให้ความสำคัญและมองว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้จากเพื่อนบ้านด้วย เพราะเพื่อนบ้านของเราไม่ได้จน แต่ยังมีคนที่มีสตางค์อยู่มาก หากมองเพียงแค่กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาที่ยังมีคนมีสตางค์อยู่มาก แต่คนเหล่านี้ไม่เชื่อถือในการแพทย์ของเขา แต่กลับยอมรับแพทย์ไทยอย่างมาก ดังนั้นในเมื่อเราไม่เก่งเรื่องสินค้าที่จะเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น แต่ไทยเก่งในเรื่องของการให้บริการ โดยเฉพาะการแพทย์ที่ไทยเก่งมากและมีชื่อเสียงโด่งดังในเออีซีมาก ดังนั้นไทยจะสามารถขายบริการด้านการแพทย์ให้กับเพื่อนบ้านได้แน่นอน เพียงเน้นไปที่เพื่อนบ้านอย่างซีแอลเอ็มวี คือกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ก็เป็นโอกาสอย่างมาก โดยเฉพาะใน 3 ประเทศหลักอย่างเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว ที่มีประชากรรวมแล้วกว่า 80 ล้านคน หากคิดเพียงแค่ประมาณ 5% ของประชากรทั้ง 3 ประเทศ ที่เป็นระดับที่มีสตางค์มากหน่อย ก็ต้องรองรับประชากร ถึง 4 ล้านคนแล้ว
ทั้งนี้ประชากรทั้ง 3 ประเทศยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในฝีมือการแพทย์ของประเทศของเขาเอง ผิดกับเมืองไทย ที่พบว่าหมอไทยมีฝีมือ โดยเฉพาะในโรครักษายากต่าง ๆ รวมไปถึงการศัลยกรรมความงาม ขณะที่การแพทย์ก็มีมาตรฐาน เทียบเท่ากับประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐ ดังนั้นจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยยังรักษาความเป็น “ฮับ” ไว้ได้ ต้องชูดจุดเด่นไว้ขาย นอกจากนี้หากชูจุดขายที่ใช่สำหรับประเทศไทย ชูจุดเด่นที่สำคัญ ๆ ทั้งเรื่องศัลยกรรม ตกแต่ง ผิวพรรณ สมอง กระดูก หัวใจ มะเร็ง ทางเดินอาหาร แค่นี้ก็กินไม่หมดแล้ว เพราะเป็นโรคอุปโภคนิยม ซึ่งประเทศอื่นมีปัญหาเหมือนเรา แต่เข้าถึงการรักษาพยาบาลลำบาก จึงมาเมืองไทยที่ได้รับการดูแลรักษาแบบครบวงจรมากกว่า
สำหรับกลุ่ม รพ.จุฬารัตน์ เอง มองเห็นโอกาสตรงนี้มานานแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการลงทุนในต่างประเทศ มีความเสี่ยงสูง ขณะที่วัฒนธรรมยังต่างกันพอสมควร และใช้เงินลงทุนค่อนข้างเยอะ ดังนั้นหากสามารถพัฒนาและลงทุนในประเทศแล้วให้ต่างชาติเข้ามารักษา จะสะดวกและง่าย ที่สำคัญเทคโนโลยีนั้นไปไกลมากแล้ว สามารถส่งข้อมูล ภาพและเสียง ไปยังโรงพยาบาลใหญ่หรือส่งต่อไปรักษาได้ ขอขยายแนวชายแดน
“เราได้ให้ความสำคัญกับการขยายโรงพยาบาลและคลินิกเวชกรรมในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกด้าน เพียงแค่คนไข้เพื่อนบ้านข้ามชายแดนมาแล้วรักษาหรือส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหลัก ทั้งจุฬารัตน์ 3 และจุฬารัตน์ 9 ก็จะคุ้มค่ากว่ากันมาก ที่สำคัญลูกค้าของเรายังเน้นในระดับกลางมากกว่าระดับบน ดังนั้นการเน้นตั้งรับในไทยจึงน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า”
“กำพล” บอกว่า เวลานี้กลุ่ม รพ.จุฬารัตน์ ได้ประเดิมรับมือเออีซี ด้วยการเปิดคลินิกเวชกรรมจุฬารัตน์ อาคเนย์ ที่คลองลึก อรัญประเทศ ซึ่งเป็นเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะเดียวกันก็เริ่มมองที่ สปป.ลาว และเมียนมา ไว้เช่นกัน แต่ไม่มีโครงการที่ชัดเจน เพียงแค่มองโอกาสว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด อย่างไร ซึ่งในอนาคตคงต้องดูความเหมาะสมว่าจุดใดที่ใดอย่างใดที่ดีที่สุด แล้วจึงมุ่งหน้าไป แต่เวลานี้... ต้องยอมรับว่า ยังเน้นการตั้งรับในประเทศ โดยที่คลินิกเวชกรรมจุฬารัตน์ ที่คลองลึก นี้จะเปิดให้บริการในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญกับการรองรับเออีซี ซึ่งจะรักษาทุกโรค ทั้งโรคทั่วไปจนถึงโรคที่รักษายาก อย่าง หัวใจ มะเร็ง โรคเรื้อรัง ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น หากเป็นโรคที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือเป็นพิเศษก็จะส่งต่อไปที่โรงพยาบาลใหญ่อย่างจุฬารัตน์ 3 อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดต่างประเทศนั้น ไม่ได้เน้นเพียงแค่ซีแอลเอ็มวีเท่านั้น แต่เวลานี้ได้มองไปถึงตลาดใหญ่อย่าง “จีน” อีกด้วย ที่ต้องยอมรับว่าประชากรจีนนั้นมีจำนวนมาก และเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจเพราะยังมีกำลังซื้ออยู่มากพอสมควร ดังนั้น รพ.จุฬารัตน์ จึงได้เตรียมรุกตลาดจีนด้วยการจัดเป็นเมดิเคิล ทัวริสซึม ที่เวลานี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ที่ให้บริการรักษาทุกโรค รวมไปถึงการศัลยกรรมด้วย
บิ๊กบอสใหญ่ของ รพ.จุฬารัตน์ บอกว่า แม้ว่าจะเตรียมรับมือโดยเน้นในไทยเป็นหลักก็ตาม แต่สิ่งที่จะขาดเลยไม่ได้ก็คือ “ล่าม” ที่ได้เตรียมคนตรงนี้ไว้รองรับด้วยเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่า “ภาษา”เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งขณะนี้มีบางส่วนที่ได้เตรียมพร้อมบริการตลอด 24 ชม.แล้ว โดยขณะนี้กลุ่ม รพ.จุฬารัตน์ ได้เปิดให้บริการ 12 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่สามารถใช้ระบบส่งต่อซึ่งกันและกันได้ ซึ่งทั้ง 12 แห่ง มีเตียงให้บริการรวมกันแล้วประมาณ 400 เตียง โดยตั้งเป้าหมายว่าจะขยายเตียงเพิ่มเพื่อรองรับในส่วนของต่างชาติประมาณ 150 เตียง ’กำพล“ ทิ้งท้ายไว้ว่า ในอนาคต การขยายโรงพยาบาลนั้นจะเน้นการร่วมทุนกับโรงพยาบาลแห่งอื่น เพื่อเข้าไปบริหารและพัฒนาให้เกิดการเจริญเติบโต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาการร่วมทุนในรายละเอียดคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าธรรมชาติของโรงพยาบาล เมื่อเปิดตัวได้สักพักก็ไม่เติบโตแล้วเพราะไม่ต้องการลงทุนเพิ่ม ดังนั้นการเข้าไปพัฒนาเช่นนี้จะคุ้มค่ามากกว่าการลงทุนสร้างใหม่