นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา หนึ่งในตัวแทนภาคประชาชนที่เรียกร้องการปฏิรูปและแก้ปัญหาค่ารักษาแพง แสดงความคิดเห็นต่อมาตรการการแก้ปัญหาของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเพิ่งเผยแพร่ผลสรุปมาตรการแก้ปัญหาไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา
ขณะที่วันนี้ นางปรียนันท์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ข้อเสนอจากภาครัฐเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ยังไม่ได้ลงลึกไปแตะปัญหาโครงสร้างราคายา หรือค่าตรวจรักษาที่เกินจริงหรือไม่ โดยสิ่งที่อยากให้มีเพิ่มเติมคือ 1. เร่งให้มีคำสั่งแต่งตั้งภาคประชาชนเข้าไปเป็นคณะกรรมการอำนวยการอย่างเป็นทางการ และ 2. ให้มีการนัดประชุมเพื่อจัดการกับมาตรการระยะกลางกับระยาวอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการซึ่งเป็นผลสรุปจากที่ประชุมแก้ปัญหาค่ารักษาแพงโดยมีนายแพทย์ รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขร่วมด้วยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติกำหนดมาตรการกำหนดอัตราเรียกเก็บที่เกี่ยวกับยา 2 รายการคือ 1. ราคายาให้จำหน่ายได้ไม่เกินราคาที่ติดมาจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายราคาเดียวกันทั่วประเทศ เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ของกระทรวงพาณิชย์
2. ค่าบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับยา ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งมีต้นทุนแตกต่างกัน หากเห็นว่ายาในโรงพยาบาลมีราคาสูง สามารถนำใบสั่งยาไปซื้อที่ร้านขายยาได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกับสภาเภสัชกรรมดูแลมาตรฐานร้านขายยาทั่วประเทศ
และมาตรการเกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาล ที่ประชุมให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จัดทำเว็บไซต์รวบรวมอัตราค่ารักษาพยาบาลในโรคที่ต้องมีการนัดผ่าตัดล่วงหน้า จำนวน 77 รายการ ที่ได้จากโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่ง พร้อมแจ้งให้โรงพยาบาลเอกชนติดป้ายให้ประชาชนสอบถามราคาค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และได้เปิดสายด่วนรับแจ้งปัญหาการรักษาพยาบาลทางหมายเลข 02 1937999 และสายด่วน 1330 ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะที่ภาคประชาชนยื่นหนังสือข้อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหา 3 ระยะไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2558 โดยมีข้อความดังนี้
8 มิถุนายน 2558
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สิ่งที่แนบมาด้วย สำเนาหนังสือของเครือข่ายฯ เสนอมาตรการแก้ไขปัญหา 3 ระยะ ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2558
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ภาคประชาชนได้ยื่น 3.3 หมื่นรายชื่อต่อท่านนายกรัฐมนตรีผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชน และท่านได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาแล้วนั้น
ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดเวลา 1 เดือน ที่คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลราคาแพง จะประกาศมาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยมีสาระเจาะจงในเรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉิน และการติดฉลากราคายาจากโรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาภาคประชาชนได้รับอนุญาตให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากภาคประชาชนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
นับจากนี้ไปจะเป็นการประชุมเพื่อหาทางออกในระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงติดตามกำกับมาตรการระยะสั้นให้เป็นไปตามแผน ทั้งนี้เพื่อให้สังคมมั่นใจในความโปร่งใส และเป็นธรรม ภาคประชาชนมีข้อเสนอเพิ่มเติม จากที่เคยเสนอตามสำเนาหนังสือที่แนบมาด้วยดังต่อไปนี้
1. เรื่องการมีส่วนร่วม
ก. ขอให้ภาคประชาชนส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกคณะ และทุกวงประชุม จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ อย่างแท้จริง
ข. ขอให้มีการกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมของคณะกรรมการชุดต่างๆ อย่างชัดเจนล่วงหน้า เพื่อป้องกันคำครหาของการจัดประชุมอย่างไม่โปร่งใส และจัดเพื่อหลบเลี่ยงการมีส่วนร่วม ดังที่ได้รับการสะท้อนจากคณะกรรมการจากสถาบันการศึกษาที่มีรายชื่ออยู่ในคำสั่งแต่งตั้งเดิม แต่ได้รับการติดต่อช้ากว่าวันเวลาที่ประชุมจริง
2. เรื่องค่ายา และค่าเครื่องมือแพทย์
ก. ขอให้มีการติดตาม กำกับ ประเมินผลมาตรการระยะสั้นที่จะออกมาในสัปดาห์นี้ โดยใช้กลไกคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลราคาแพง ที่มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ
ข. กำหนดนโยบายเร่งด่วน ที่ประกอบด้วย
1) กำหนดให้มีการจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนอย่างชัดเจน โดยระบุรายละเอียดและราคาในหมวด ยา เครื่องมือแพทย์ ค่าบริการวิชาชีพ และค่าบริการอื่นๆ
2) ให้กระทรวงสาธารณะสุขรวบรวมราคายา และเครื่องมือแพทย์ ที่ใช้บ่อย รวมถึงชนิดที่มีราคาสูง ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน และสำแดงต่อสาธารณะผ่านทางเว็บไซต์ และช่องทางอื่นๆ ที่เข้าถึงได้โดยเสรี และมีการอัพเดตอย่างต่อเนื่อง
ค. เร่งรัดคณะกรรมการฯ ให้มีการกำหนดมาตรการระยะกลาง และระยะยาวที่สามารถตอบปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น การพัฒนากลไกร่วมระหว่างอย. กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในกระทรวงสาธารณสุข และภาคประชาชน เพื่อแก้ไขกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดกระบวนการควบคุมราคายา เครื่องมือแพทย์ โดยผูกติดกับขั้นตอนการยื่นขอทะเบียนยาและเครื่องมือแพทย์เพื่อจัดจำหน่าย ทั้งในกรณีรายใหม่ หรือการต่ออายุก็ตาม
3. เรื่องการตรวจรักษา
ก. ขอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางระดับชาติที่ประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการตรวจสอบประวัติแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับโรงพยาบาลเอกชน ร่วมกับตัวแทนของราชวิทยาลัยแพทย์ทุกแห่ง ตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และภาคประชาชน เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และทำการศึกษาข้อมูลในสถานพยาบาลเอกชนทั่วประเทศในเรื่องการส่งตรวจที่เกินความจำเป็น รวมถึงการดูแลรักษาและให้ยาที่ไม่จำเป็น และไม่ตรงตามมาตรฐานการดูแลรักษา โดยขอให้เป็นคณะกรรมการกลางที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีความอิสระ มีความเป็นธรรม และโปร่งใส
ข. ขอให้คณะกรรมการกลางดังกล่าว ดำเนินการสร้างมาตรการจัดการปัญหาเรื่องการตรวจรักษาที่ไม่จำเป็น ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเป็นการปกป้องสวัสดิภาพของประชาชน สร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการรักษาพยาบาลจากการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศอีกทางหนึ่ง
4. เรื่องค่าบริการเพื่อความสะดวกสบายในโรงพยาบาลเอกชนนั้น ภาคประชาชนไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว
5. ”รัฐบาล” ควรพิจารณาทบทวนนโยบายระดับชาติ ที่มุ่งขับเคลื่อนให้มีการหารายได้จากต่างประเทศผ่านระบบรักษาพยาบาล ดังที่รู้จักกันดีในชื่อของนโยบาย “Medical hub” เพราะการรักษาพยาบาลคนไข้เป็นการประกอบวิชาชีพที่อยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม และบรรทัดฐานอันดีงามของสังคม บุคลากรด้านการแพทย์จึงเป็นที่ยกย่อง ยอมรับของสังคมตลอดมา ดังนั้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจึงไม่ใช่สินค้าที่จะหากำไรอย่างไร้ขีดจำกัด แม้จะเน้นให้มีการหารายได้ผ่านระบบของเอกชน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อระบบสุขภาพโดยรวมของประเทศ ทั้งในเรื่องโครงสร้างราคา ปริมาณการใช้เวชภัณฑ์และครุภัณฑ์ รวมถึงปัญหาเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ ทั้งในเรื่องปริมาณ คุณภาพ และเจตคติในระยะยาว อีกทั้งเมื่อค่ารักษาในรพ.เอกชนแพง ทำให้เกิดสภาวะสมองไหล ภาระของรพ.รัฐเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยต้องรอนานขึ้น ทำให้ภาครัฐต้องปรับขึ้นค่าใช้จ่ายต่างๆตาม ซึ่งส่งผลกระทบต่องบประมาณของกองทุนต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดผลร้ายก็จะตกแก่ประชาชนคนไทยโดยรวม
จึงเรียนมา เพื่อขอท่านได้โปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
นพ.ประทีป สัจจะมิตร
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา
(ตัวแทนภาคประชาชน)