หอการค้าร้อง "สมคิด" แก้ประมงป่วน หวั่นศก.ชะงักขอหยุดจับปลาในแต่ละเดือนกันเอง

ประธานหอการค้าแม่กลองยื่นหนังสือ "สมคิด" รองนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขอให้ชาวประมงกำหนดวันหยุดออกหาปลากันเอง เพื่อไม่ให้ชาวประมง-อุตสาหกรรมต่อเนื่องเดือดร้อน และเศรษฐกิจหยุดชะงัก เตรียมร้อง "บิ๊กฉัตร" รมว.เกษตรฯคนใหม่ ขอรัฐผ่อนปรนพบกันครึ่งทาง

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงครามและรองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้ยื่นหนังสือถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อขอหารือถึงความเดือดร้อนของชาวประมง ลูกเรือประมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งแพปลา ผู้ค้า โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ปลาเป็นวัตถุดิบ นับล้านคนใน 22 จังหวัดติดชายทะเล จากปัญหาศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ออกคำสั่งให้เรืออวนล้อมหยุดออกจับปลาในฝั่งอ่าวไทย วันที่ 1-2-3 วันที่ 11-12 วันที่ 21-22-23 ของทุกเดือน และหยุดออกจับปลาในฝั่งอันดามันวันที่ 1-2-3 และวันที่ 11-12 ของทุกเดือน ขณะที่เรืออวนลากให้หยุดจับปลาในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันทุกวันที่ 1-2-3 และวันที่ 11-12 ของทุกเดือน

ทางตัวแทนชาวประมงได้คัดค้าน โดยขอเป็นผู้กำหนดวันหยุดจับปลากันเอง เนื่องจากมีสมุดที่เรือประมงพกติดเรือสามารถลงบันทึกการเข้าออกกับศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก 28 จุด (PIPO) ได้อยู่แล้ว แต่ไม่เป็นผล สาเหตุที่คัดค้านเพราะหากทำตามคำสั่ง ศปมผ. ออกเรือในวันที่ 4 ของทุกเดือนไปจับปลาแล้วต้องรีบกลับเข้าฝั่งภายใน 7 วัน เพราะต้องหยุดจับในวันที่ 12-13 ของทุกเดือน ทำให้จับปลาได้ไม่คุ้มค่า เมื่อนำเรือเข้าจอดพร้อมกัน ก็ต้องขายปลาจำนวนมากพร้อมกัน ทำให้ราคาปลาที่ชาวประมงขายได้ในราคาต่ำกว่าปกติ ขณะเดียวกันแพปลา ผู้ค้าปลา และอุตสาหกรรมแปรรูปต่อเนื่อง ก็จะชะงักในการทำธุรกิจ เพราะไม่มีปลาในช่วงที่เรือประมงทุกลำต้องออกหาปลา

"เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะทำให้เศรษฐกิจชะงัก และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 22 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เดือดร้อน ไม่ควรนำกฎหมายมาบังคับโดยที่ชาวประมงไม่เต็มใจกันในเรื่องที่ควรผ่อนปรนหรือพบกันครึ่งทางได้ ซึ่งจะช่วยปลุกเศรษฐกิจประเทศที่กำลังย่ำแย่ทุกทางได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ชาวประมงจะขอหารือกับกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ในฐานะที่ดูแลกรมประมง ที่รับผิดชอบเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ก่อน หลังจากนั้นจึงจะขอหารือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจต่อไป" ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงครามกล่าว

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่สมาคมการประมงสมุทรสาคร อ.เมือง จ.สมุทรสาคร มีการเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็น หลังจากทาง ศปมผ.ได้มีการกำหนดเขตการทำประมง และวันหยุดการทำประมงขึ้น โดยมีนายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร, นาวาโทพิศาล หาญภักดี หัวหน้าศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) สมุทรสาคร, นายอรุณชัย พุทธเจริญ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร และนายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงเรืออวนลากคู่สมุทรสงคราม พร้อมสมาชิกของสมาคมและผู้ประกอบการเรือประมงประเภทต่าง ๆ เข้าร่วมอภิปรายในการประชุมดังกล่าว

โดยการประชุมของสมาคมการประมงสมุทรสาครในครั้งนี้ต่างไม่เห็นด้วยต่อมติล่าสุดของ ศปมผ.ดังกล่าว เนื่องจากการทดลองหยุดทำการประมง จะทำให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ อย่างหนักต่อวิถีชีวิตชาวประมง เช่น เรือไม่มีที่จอด ขวางการจราจรทางน้ำ การออกเรือต้องรอพิจารณาสั่งการ สินค้าอาหารทะเลราคาไม่แน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการยากในการบริหารเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าใช้จ่ายของแรงงานประมง อาจถึงขั้นเรือประมงประสบภาวะขาดทุนได้ ซึ่งมีการเสนอความคิดเห็นให้พื้นที่ทำการประมงนั้นห่างจากฝั่ง 3 ไมล์ทะเลเท่านั้น และในการหยุด 8 วันนั้น ควรมีมาตรการเหมือนกันทั้ง 22 จังหวัดชายฝั่งทะเลทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้เสนอความเห็น ขอหยุด 5 วันเหมือนทางฝั่งอันดามัน โดยอาจจะหยุดในวันขึ้น 12-15 ค่ำ หรืออาจจะขอกำหนดวันหยุดเอง โดยจะแจ้งวันที่หยุดเป็นครั้งคราวไป

สุดท้ายในที่ประชุมของทางสมาคมการประมงฯได้มีมติร่วมกัน เพื่อนำเสนอไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สำหรับเรืออวนล้อมนั้นมีข้อเสนออยู่ 2 ประเด็น คือ หยุดทำการประมง 7 วันในช่วงเดือนหงาย แต่ถ้าหากไม่สามารถทำได้ตามที่ร้องขอ ก็ขอหยุดทำการประมง 8 วัน แต่เปลี่ยนเป็นเรือประมงเลือกวันหยุดเอง ในส่วนของอวนลากทุกประเภทนั้นให้หยุดทำการประมงต่อเนื่องกัน 5 วัน แทนการหยุดตามวันที่ ศปมผ.กำหนด ซึ่งมติในที่ประชุมจะทำหนังสือเสนอต่อศูนย์ PIPO เพื่อรายงานต่อผู้บังคับบัญชาต่อไป

แหล่งข่าว: 
ประชาชาติธุรกิจ

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด