′วิษณุ′ย้ำชัด ประชามติยึดเสียงข้างมาก′ผู้มาใช้สิทธิ′ อึกอัก ตอนเขียนนึกว่าชัดแล้ว

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. เวลา 12.45 น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางส่วน โต้แย้งว่าการออกเสียงประชามติจะผ่านได้ต้องได้ก็ต่อเมื่อได้รับเสียงข้างมากจากทั้งหมดของผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ใช่เกินครึ่งของผู้มาออกเสียงประชามติว่า อาจจะเข้าใจถูกก็ได้ แต่เข้าใจคนละอย่างกับที่ตนเข้าใจเท่านั้น

แต่ยอมรับถ้อยคำของกฎหมายอาจทำให้ดูมีปัญหา แต่อยากให้คิดง่ายๆ ว่า มาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวใช้คำว่า "ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจะต้องเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก" ก็มีคนตีความว่ากฎหมายไม่ได้ใช้คำว่าผู้มาใช้สิทธิ แต่ใช้คำว่าผู้มีสิทธิ ฉะนั้นเสียงข้างมากคือเสียงของผู้มีสิทธิทั้งหมด เช่น สมมุติผู้มีสิทธิมีอยู่ 40 ล้านคน ต้องมีเสียงเห็นชอบรัฐธรรมนูญเกิน 20 ล้านคนถึงจะผ่าน ซึ่งก็แปลได้ แต่ความจริงมาตรา 37 ใช้คำว่าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก

“คิดง่ายๆ ว่า สมมติว่ามีสิทธิ 40 ล้านคน มาใช้สิทธิ 10 ล้านคน และเห็นชอบ 7 ล้านคน ฝ่ายสปช.นั้นก็จะมองว่า 7 ล้านยังไม่ถึงเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ เพราะมีสิทธิ 40 ล้านคน แต่หากแปลเช่นนั้นคงยาก เพราะผู้มีสิทธิเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก สมมุติมีสิทธิ 40 ล้านคน มาใช้สิทธิ 10 ล้านคน เห็นชอบ 7 ล้านคน ซึ่งไม่ถึงเสียงข้างมากของ 40 ล้านคน แต่เป็นเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ ถามว่าเห็นชอบ คุณพูดได้อย่างไรว่าอีก 10 กว่าล้านเสียงที่ไม่มาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

เพราะฉะนั้น ต้องถือเสียงตรงนั้นว่าเป็นศูนย์ จะต้องมาวัดกันที่ 3 ล้านกับ 7 ล้าน ซึ่งหาก 7 ล้านมากกว่า 3 ล้านก็จบ เพราะเขาใช้คำว่าผู้มีสิทธิให้ความเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก ที่ย้ำอย่างนี้ก็เพราะว่าเราไม่สามารถจะพูดได้ว่าคนที่มีสิทธิ แต่ไม่มาใช้สิทธิได้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เราจะบอกว่าการที่เขามีสิทธิ แต่เขาไม่มาใช้สิทธิ แปลว่าเขาไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าพูดแบบนั้นจะมากกว่า 7 ล้าน แต่พูดแบบนั้นไม่ได้เพราะเขาไม่ใช้สิทธิ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เห็นชอบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเห็นชอบ จึงเอาสิ่งที่แปลได้แน่ๆ คือ 7 ล้าน กับ 3 ล้านเสียง แล้วอะไรมากกว่ากัน” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า อย่างรัฐธรรมนูญปี 50 ตอนลงประชามติครั้งนั้น เขาใช้คำเหมือนคราวนี้แต่ใช้ละเอียดกว่าคือ เมื่อผู้มีสิทธิมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิ ส่วนในพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.25542 เขาไม่ได้พูดอย่างนั้น เราถึงไม่เอา พ.ร.บ.ดังกล่าวมาใช้ เอาแต่เฉพาะโทษ เพราะพ.ร.บ.ดังกล่าว เขาเขียนว่าในการลงประชามติจะต้องให้มีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิจึงจะเรียกว่าเป็นการใช้สิทธิที่ถูกต้องมิเช่นนั้นประชามตินั้นจะโมฆะ

สำหรับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กับรัฐธรรมนูญจะขัดกันหรือไม่นั้น มันก็ขัดกันอยู่แล้ว จึงไม่เอาพ.ร.บ.ตัวนี้มาใช้ จึงต้องเขียนวิธีของเขาเองในรัฐธรรมนูญ นำแต่เฉพาะโทษ เดิมเคยคิดว่าไม่ต้องเขียนอะไรมากให้เอาพ.ร.บ.ประชามติมาใช้ แต่ก็จะเจอปัญหาแบบนี้ ฉะนั้นการที่เขาไม่เอาพ.ร.บ.ประชามติมาใช้เพราะเจตนาจะให้เป็นอีกแบบ ซึ่งขณะนี้ก็แปลเหมือนตอนประชามติปี 50 แบบเดียวกัน คือ 7 ล้านเสียงก็ได้

เมื่อถามว่าทำไมกฎหมายถึงไม่เขียนให้ชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิกับผู้มาใช้สิทธิให้ระบุให้ชัดๆ นายวิษณุ กล่าวว่า เทคนิคมีหลายวิธี ซึ่งตอนเขียนก็นึกว่าชัดเจนแล้ว

แหล่งข่าว: 
มติชนออนไลน์

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด