ประชาชนในประชาธิปไตย โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ที่มา:มติชนรายวัน 29 กันยายน 2558

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีบทสนทนาในห้องเรียนตอนหนึ่งกับนิสิตของผมที่ทำให้ผมยังนั่งยิ้มอยู่จนถึงวันนี้

นั่นคือวิธีที่เด็กๆ จะถูกสอนและท่องต่อกันมาว่านักคิดที่เราคิดว่าสำคัญก็ให้จำว่าเขาเป็นบิดาของเรื่องโน้นเรื่องนี้

นึกถึงว่าสมัยที่เรียนหนังสือในคณะรัฐศาสตร์ข้างวัดหัวลำโพงนั้น (ช่วงปี 2531) ตอนปีหนึ่งเรามีบิดาทางรัฐศาสตร์อยู่สี่คน คือ อีสตัน อัลมอนด์ เพาเวลล์ และเวอร์บา ผู้สอนให้เราเข้าใจว่าการเมืองเป็นปริมณฑลที่ทำให้เราศึกษาได้ทั้งสัมพันธ์และแยกออกจากระบบอื่นๆ การเมืองมีระบบของมัน (เพราะเป็นการจัดการสิ่งที่มีคุณค่าโดยมีอำนาจบังคับ) ภายใต้ระบบการเมืองจะต้องมีสถาบันต่างๆ ที่ทำงานประสานสอดคล้องกันตามหน้าที่เพื่อให้ระบบมีสมดุลและดำเนินไปได้ อีกทั้งหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งของการเมืองก็คือจะสอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้คนในสังคมนั้นๆ

ในบางส่วนของปีหนึ่ง แต่มาหนักหนาจริงๆ ในตอนปีสอง เมื่อเราบวชเรียนเข้าภาควิชาการปกครองแล้ว ซึ่งเป็นยุคที่การศึกษาปรัชญาการเมืองยังไม่ใช่เรื่องที่ยึดกุมจิตใจเราเท่าไหร่ และทำให้คิดไปได้ว่า ถ้าสมัยนั้นปรัชญาการเมืองยุคต้นเราแข็งแกร่งเหมือนทุกวันนี้ เราอาจจะสมาทานมาเคียเวลลี่เป็นบิดาของรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่เราได้มาสมัยนั้นก็ไม่ต่างกันนัก ตรงที่เราก็ได้คนที่ทำหน้าที่เหมือนมาเคียเวลลี่ทางรัฐศาสตร์แนวการเมืองเปรียบเทียบมาแทนก็คือ ฮันติงตั้น

ความคล้ายคลึงกันแบบคิดแล้วขำๆ และแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ มาเคียเวลลี่นั้นมีหนังสือหลักสองเล่ม เล่มหนึ่งชื่อเจ้าผู้ปกครอง อีกเล่มหนึ่งชื่อบทสนทนาว่าด้วย (งานของ) เลวี่ ซึ่งคนส่วนมากในบ้านเราอาจจะรู้จักมาเคียเวลลี่ในฐานะของนักคิดที่เป็นคนสนับสนุนการใช้เล่ห์เหลี่ยม หรือผู้ปกครองที่อาจจะไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง ขณะที่ในงานอีกเล่มหนึ่งของเขานั้น เขาเขียนถึงการปกครองที่มาจากประชาชนในรูปสาธารณรัฐของโรมันในช่วงแรก (อันนี้ว่ากันอย่างคร่าวที่สุด)

ฮันติงตั้นก็คล้ายกันในความหมายนี้ ประเทศไทยนับจากวันที่ผมเรียนมาจนถึงวันนี้ก็หมกมุ่นกับงานฮันติงตั้นเล่มที่ว่าด้วยเรื่องระเบียบทางการเมืองมากกว่าเล่มที่ว่าด้วยคลื่นประชาธิปไตย

ถ้าโยงกลับไปยังประสบการณ์ปีหนึ่ง เรากำลังก้าวเข้าสู่การพัฒนาทางการเมือง ไม่ใช่เรียนเรื่องประชาธิปไตย เราตกอยู่ภายใต้มนต์ของฮันติงตั้นที่ว่า "รูปแบบของการปกครองไม่สำคัญเท่ากับระดับ/สมรรถนะในการปกครอง" คำถามที่สำคัญก็คือการจะทำอย่างไรให้รัฐบาลสามารถปกครองได้ และมีเสถียรภาพมากกว่าเรื่องของประชาธิปไตย

การพัฒนาทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป จุดมุ่งหมายคือทำให้การเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่ยังไม่ทันสมัยและพัฒนามาสู่สังคมที่ทันสมัยและพัฒนาทางการเมืองซึ่งประชาธิปไตยอาจจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด (ส่วนหนึ่งขึ้นกับรูปแบบทางวัฒนธรรมที่มากำกับ) หากแต่ส่วนที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ทำให้เกิดความเสื่อมถอยทางการเมือง คือระบบล่มลง รัฐบาลปกครองไม่ได้ มีความวุ่นวายปั่นป่วน เรียกร้องต่างๆ มากไปหมด

ดังนั้นในรูปธรรมของทางออกก็คือ รัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเผด็จการครึ่งใบก็พอรับได้ ตราบเท่าที่มันทำให้เสถียรภาพทางการเมืองเกิดขึ้น และพอที่จะค่อยๆ ลงหลักปักฐาน รูปแบบสถาบันทางการเมืองที่สำคัญคือ พรรคการเมือง ที่ยังจะต้องเติบโตต่อไป

ความเบื่อหน่ายในการเรียนรัฐศาสตร์ในยุคนั้นก็สิ้นสุดลง เมื่อเราก้าวเข้าสู่การเรียนภาคปกครองในปีที่สองเทอมปลาย และปีที่สามเทอมต้น เมื่ออาจารย์พงศ์เพ็ญพาเราไปถึงรุสโซ่ในแบบของท่าน และในปีที่สามอาจารย์สุชายพาเราไปเจอกับมาร์ก และความเฟื่องฟูของข้อถกเถียงระหว่างนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองสำนักอาจารย์ฉัตรทิพย์ และนักประวัติศาสตร์อย่างอาจารย์นิธิถึงเรื่องประชาธิปไตย กับการพัฒนาการของชนชั้นและระบบทุนนิยม

และนั่นคือการสิ้นสุดลงของความสนใจในการเรียนรัฐศาสตร์ในสาขาการเมืองเปรียบเทียบและประชาธิปไตยโลกใบใหม่ของพวกเราในยุคนั้นคือคำถามที่เกี่ยวข้องการการเมืองเรื่องชนชั้น เรื่องของประชาชน เรื่องของรัฐ และเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

ที่เขียนมาทั้งหมดคนที่เรียนรัฐศาสตร์ในเมืองไทยทราบดี แต่คนที่เรียนรัฐศาสตร์ในโลกตะวันตก หรือคนนอกวงการอาจจะไม่ทราบ แต่ที่ไม่ทราบนั้นก็จะส่งผลสำคัญทำให้เรานึกไม่ออกว่าทำไมครูบาอาจารย์ของพวกผมถึงได้สร้างสิ่งที่อาจถูกเรียกในยุคหลังว่าpath dependency (คือเราถูกกำหนดจากการหันไปหาทิศทางหนึ่งจากวันนั้นมา แทนที่จะหันไปในทางอื่น) ที่หันไปหาฮันติงตั้นเล่มระเบียบการเมือง แทนที่จะศึกษาควบคู่ไปกับงานของ Robert Dahl เรื่อง Polyarchy (Yale University) ที่ออกมาที่หลังแค่อีกสามปี คือ 1971 (แถมตีพิมพ์ที่สำนักพิมพ์เดียวกัน แม้ว่าฮันติงตั้นจะสอนที่ฮาร์วาร์ด และดาห์ลจะสอนที่เยลก็ตาม)

การละเลยไม่นำเอางานของดาห์ลมาใช้ในบ้านเรา น่าจะมีส่วนที่ทำให้รัฐศาสตร์ไทยต่อไม่ค่อยติดกับรัฐศาสตร์โลกในด้านการเมืองเปรียบเทียบในยุคหลังที่ว่าด้วยการจรรโลงประชาธิปไตยและยังหมกมุ่นว่าการจรรโลงประชาธิปไตยคือการพัฒนาทางการเมือง ทั้งที่เมื่อเข้าสู่ปลายยุค 1980 ที่การศึกษาเรื่องการจรรโลงประชาธิปไตยเริ่มเฟื่องฟู (democratization) และฮันติงตั้นเองก็หันมาจับเรื่องนี้

รากฐานการเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยของนักรัฐศาสตร์ไทยก็ไม่ค่อยเข้าใจประชาธิปไตยในทางวิชาการสมัยใหม่มากไปกว่าอุดมการณ์และประสบการณ์การเคลื่อนไหวบนท้องถนนที่มองถึงเรื่องของการปกครองประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน หรือไปอิงกับประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่เน้นหนักในเรื่องของการเลือกตั้งและการสร้างพรรคการเมืองด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ(นักวิชาการต่างประเทศบางคนที่ทำเรื่องไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยอมรับว่าเรื่องพรรคการเมืองและการเลือกตั้งนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเห็นผลรูปธรรมที่สุดในแง่ของกระบวนการสร้างสถาบันทางการเมือง)

ภารกิจการส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของประชาธิปไตยจึงไปตกอยู่ในหมู่นักประวัติศาสตร์ นักสังคมวิทยา และนักมานุษยวิทยา หรือนักรัฐศาสตร์สายที่ต้องไปหาประสบการณ์จากการต่อสู้บนท้องถนน ยิ่งภายใต้การล่มสลายของสังคมนิยมโลกด้วยแล้ว วงการรัฐศาสตร์จึงหาที่ทางให้กับประชาธิปไตยได้ยากเย็น ไม่นับกับจริตโบราณที่ไม่ได้เชิดชูคุณค่าของประชาธิปไตยมากกว่าการปกครองอย่างอื่นสักเท่าไหร่

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมพอจะนึกออกว่าทำไมงานของดาห์ลไม่เป็นที่นิยมในบ้านเราในอดีต อาจจะเป็นไปได้ว่า งานของดาห์ลนั้นเขียนเรื่องประชาธิปไตยในโลกตะวันตกมากกว่าคำตอบสำเร็จรูปในแง่ของการนำมาใช้พัฒนาทางการเมืองในประเทศกำลังพัฒนาในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 แต่ทว่างานของดาห์ลกลับมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมการวิจัยการจรรโลงประชาธิปไตยเป็นอย่างมากในยุคหลัง รวมทั้งเป็นงานที่ฮันติงตั้นนำมาอ้างอิงในเล่มที่ว่าด้วยคลื่นประชาธิปไตยและการจรรโลกประชาธิปไตยของเขาที่เขียนขึ้นมาทีหลัง

งานของดาห์ลตอบโจทย์ง่ายๆ อยู่ข้อหนึ่งที่ว่า ประชาธิปไตยอาจจะมีคุณลักษณะอยู่หลายประการ แต่สิ่งที่สำคัญที่ดาห์ลสนใจก็คือ "พหุธิปไตย" ที่อธิบายง่ายๆ ว่าทุกระบอบการเมืองนั้นก็มีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องและถูกอ้างอิงทั้งนั้นแหละครับ แต่สิ่งที่ประชาธิปไตยแบบพหุธิปไตยมี นั่นก็คือเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในระดับที่สามารถต่อต้านและเห็นต่างจากรัฐบาลได้

เอาให้ชัดๆ อีกทีก็คือ สาระสำคัญของการเป็นประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยมันต่างจากการปกครองแบบอื่นไม่ใช่เพราะมันมีประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่ หรือมีเสรีภาพลอยๆ

แต่หมายถึงประชาชนนั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลได้

อ่านดีๆ นะครับว่าการเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล (opposition) หรือ "ค้าน" นี่น่ะมันไม่ได้หมายความว่าฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองมันไม่ใช่ของรัฐบาลครับ บ้านเมืองมันเป็นของประชาชน ดังนั้นรัฐบาลประชาธิปไตยก็คือรัฐบาลที่ไม่ได้อวดอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศหรือบ้านเมือง

เห็นหรือยังครับว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของประชาธิปไตยก็อยู่ในความหมายนี้ด้วยแหละครับไม่ใช่ว่าไม่ต้องมีการเลือกตั้ง แต่หมายความว่าบรรยากาศของการเลือกตั้งที่มันต้องเสรีและเป็นธรรมก็คือมีโอกาสที่จะนำเสนอสิ่งที่ต่างจากรัฐบาลและมีโอกาสที่จะได้รับเลือกเข้ามาด้วย

ซึ่งถ้าเราอธิบายว่าประชาธิปไตยคือการเปิดให้มีปฏิปักษ์รัฐบาลได้ หรือเข้าใจว่าความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องเดียวกับความมั่นคงของบ้านเมือง เพราะปฏิปักษ์ของรัฐบาลไม่ใช่ปฏิปักษ์ของบ้านเมือง เราก็จะไม่ต้องปั่นป่วนไปเสียทุกครั้งว่า การเมืองนั้นเป็นแค่เรื่องของสมรรถนะในการปกครอง แต่การเมืองนั้นเกี่ยวเนื่องกับประชาธิปไตย และประชาธิปไตยเกี่ยวเนื่องกับสมรรถนะในการเปิดให้มีปฏิปักษ์ได้ และเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์นั้นมันเป็นเรื่องบนดิน หรือสาธารณะ (public opposition) และทำให้ปฏิปักษ์สาธารณะนั้นสามารถตั้งพรรคการเมืองและต่อสู้ในสนามเลือกตั้งได้ ดาห์ลเชื่อว่าสิ่งนี้แหละครับจะทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการของประชาชน และจะตอกย้ำให้เห็นว่าคนนั้นเท่ากัน

พูดอีกอย่างก็คือ การเลือกตั้งไม่ได้ทำหน้าที่แค่คัดเลือกตัวแทนมาปกครองตามที่เราเข้าใจนะครับ แต่การเลือกตั้งทำหน้าที่ให้การเป็นปฏิปักษ์รัฐบาลนั้นมันทำงานในกรอบที่ตกลงร่วมกันได้อีกด้วย

นึกดีๆ นะครับว่าทุกระบอบการปกครองก็จะอ้างว่าประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองทั้งสิ้น ทั้งในทางหลักการหรือในการปฏิบัติ ถ้าเราคิดว่าประชาชนก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลกับรัฐบาล หรือมีหน้าที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล แต่ในแง่ของการจรรโลงประชาธิปไตย การที่เราเปิดให้มีปฏิปักษ์กับรัฐบาลและเข้ามาเลือกตั้ง มันทำให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการปกครอง และทำให้ประชาธิปไตยเป็นกติกาที่ทุกคนจะต้องเล่นด้วยกัน และทำให้เรามองประชาธิปไตยไกลกว่าเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลจากภายในเท่านั้น ในความหมายของการออกแบบระบบที่ดีที่คอยตรวจสอบนักการเมือง แต่เราไม่สามารถมีระบอบที่ตรวจสอบสถาบันอื่นๆ ที่อ้างว่าตรวจสอบนักการเมืองได้

ที่สำคัญประชาชนจะได้ประโยชน์จากความเห็นที่หลากหลายโดยเฉพาะในขั้นตอนของการพิจารณาว่าจะเลือกทางเลือกไหนซึ่งเงื่อนไขสำคัญก็คือหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั่นไงครับ

และการจะทำให้การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมเกิดขึ้นได้ ก็จะต้องเปิดให้ประชาชนสามารถมีข้อมูลจากทางอื่นๆ ได้ นี่แหละครับที่เราจะไปตัดสินแทนเขาไม่ได้ และนี่แหละครับสิ่งที่จะต้องเข้าใจว่า การเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลนั้นเองที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีข้อมูลที่เป็นทางเลือกในการตัดสินใจได้ แต่ทั้งนี้สิ่งที่เราพูดนั้นก็จะต้องยังอยู่ในกรอบของการสร้างกฎเกณฑ์และสถาบันที่จะทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลนั้นเกิดขึ้นได้ในกรอบที่ทำให้สังคมมันดำเนินต่อไปสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของการสนับสนุนการละเมิดกฎหมาย และก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการทำให้กฎหมายกีดกันคู่แข่งทางการเมืองของเราภายใต้คำอธิบายว่าคนที่ต้านรัฐบาลนั้นคือปฏิปักษ์ของประชาชน

หลักการกว้างๆ ในการพิจารณาของดาห์ลว่าเราจะสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ก็ประกอบด้วยมิติสำคัญสองมิติ นั่นคือการที่ประชาชนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง (right to participate) และการที่ประชาชนสามารถต่อสู้ท้าทายกับรัฐบาลได้ในที่สาธารณะ/อย่างเปิดเผย (public contestation) การที่ผมแปล contestation ว่าการท้าทาย ไม่ใช่แค่การแข่งขัน เพราะมันต้องมีความหมายที่เน้นย้ำไปด้วยว่าจะต้องเห็นต่างกันได้ วิจารณ์กันได้ ไม่ใช่ออกมาแล้วทุกคนเห็นไปทางเดียวกันเสียหมด

ระบบที่ไม่มีทั้งการเปิดให้มีส่วนร่วมทางการเมือง และไม่มีการแข่งขัน/โต้แย้งและเป็นปฏิปักษ์ เพราะ contestation ที่สำคัญคือการมี opposition (การเป็นปฏิปักษ์หรือการต่อต้านหรือการค้าน) หรือการ contest ที่ oppose ได้นั่นแหละครับ

ในมิติของการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้น ก็คือเรื่องของการทำให้เกิดการมีคนเข้ามาในระบบมากขึ้น แต่ถ้าเปิดให้มีส่วนร่วมแต่ไม่ให้มีการแข่งขัน โต้แย้ง เป็นปฏิปักษ์ต่อกันได้ ดาห์ลเรียกสิ่งนี้ว่าการครอบงำแบบปิด (Closed Hegemonies)

แต่ถ้าเปิดให้มีส่วนร่วม แต่ไม่เปิดให้โต้แย้งกัน หรือเป็นปฏิปักษ์กับคนที่คุมอำนาจบริหารไว้ ดาห์ลเรียกว่า การครอบงำแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Hegemonies)

ในอีกฝั่งหนึ่ง ถ้าไม่เปิดให้มีส่วนร่วมแต่ให้มีการแข่งขันและเป็นปฏิปักษ์กันได้ ดาห์ลเรียกว่าเป็นคณาธิปไตยแบบแข่งขันกันเอง (Competitive Hegemonies) นั่นก็คือมีคนไปแข่งกัน ไปโต้แย้งกัน แต่ไม่เปิดให้ประชาชนไปมีส่วนร่วมมากนัก คนเหล่านั้นก็อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ไม่ได้มาจากประชาชน เช่นการเสนอชื่อกันไปมาในหมู่คนกลุ่มเดียวไงครับ

ในส่วนที่ดาห์ลมองว่าเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นสาระสำคัญของประชาธิปไตย ก็คือการมุ่งสู่สังคมที่เป็นพหุธิปไตย (polyarchy) คือมีทั้งการเปิดกว้างให้คนเข้ามามีส่วนร่วม และให้มีการแข่งขัน ขัดแย้ง โต้เถียงและปฏิปักษ์

ในแง่ของนักรัฐศาสตร์เมื่อเราเข้าใจหลักการนี้ เราก็จะต้องออกแบบสถาบันทางการเมืองให้ประชาธิปไตยมันทำงานได้ โดยทำให้มีทั้งการมีส่วนร่วมและการสามารถแข่งขันได้ ไม่ใช่มองแต่ว่าการเลือกตั้งจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อความมั่นคงทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเห็นต่างได้ด้วย นั่นคือสาระสำคัญของรูปแบบการปกครองของประชาธิปไตย หรือถ้าย้อนคำของฮันติงตั้นก็คือ ไม่ใช่แค่ระดับ/สมรรถนะในการปกครองเป็นหัวใจของการพัฒนาทางการเมืองเท่านั้น แต่รูปแบบของการปกครองก็สำคัญเช่นกัน และการเปิดให้มีการแข่งขันกันและโต้แย้งกันได้นี่แหละครับมันจะทำให้การมีส่วนร่วมมีความหมาย

ในขณะที่งานยุคหลังกว่านั้น อย่างงานเรื่อง Democracy ของ Tilly (Cambridge University Press, 2006) ก็พยายามที่จะหาความสัมพันธ์ระหว่างกันของสมรรถนะของรัฐกับประชาธิปไตย ไม่ใช่มองว่า ประชาธิปไตยกับสมมรถนะของรัฐเป็นเรื่องที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน คือ เอาแค่สมรรถนะของรัฐเป็นหลัก ประชาธิปไตยเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการปกครองเท่านั้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่พยายามจะอธิบายว่า การเมืองประชาธิปไตยจะต้องประกอบด้วยเรื่องของการเปิดกว้างและเห็นต่าง เห็นค้าน และเป็นปฏิปักษ์ของรัฐบาลได้

ส่วน "ประชารัฐ" เป็น "ประชาธิปไตย" หรือไม่นั้น ก็คงต้องถามว่ามีองค์ประกอบของการเปิดให้คนมีส่วนร่วม (popularization) และเปิดกว้าง (liberalization) ให้คนเห็นต่าง และเสนอตัวเองมาเป็นตัวแทนของเราได้ไหม นั่นแหละครับ

หรือถ้าจะกล่าวอย่างเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ค่อนข้างจะสุดขั้วและหวือหวามากหน่อย ประชาธิปไตยน่าจะเป็นระบบที่ประชาชนคิดว่ารัฐบาลเป็นตัวแทนที่เรารู้สึกว่าเป็นปฏิปักษ์กับเราด้วย (และเราก็เป็นปฏิปักษ์กับเขาได้ด้วย คือเราสนับสนุนแต่ไม่ไว้ใจตลอดเวลา เพราะประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ) ขณะที่ระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั้นรัฐบาลมักจะมองว่าประชาชนเป็นปฏิปักษ์กับเขาเสมอ และรัฐบาลมักจะอ้างความชอบธรรมในการปกครองโดยการระดมการสนับสนุนจากประชาชนผ่านการกำหนดความเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนบางกลุ่มบางพวก

หรือลึกๆ แล้วไม่ไว้ใจประชาชนตลอดเวลา เพราะคิดว่าตนเป็นเจ้าของประเทศนั่นแหละครับ

แหล่งข่าว: 
มติชนออนไลน์

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด