รายงานพิเศษ
ระหว่างร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่สหรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ได้ขอบคุณทีมประเทศไทย คณะทูต ข้าราชการ และประชาชนที่ร่วมสนับสนุนภารกิจ และเป็นกำลังใจ
พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายเห็นต่างกันหันหน้ากลับมาพูดคุย เพราะจะเสียเวลาขัดแย้งต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
จนนำมาสู่ข้อเสนอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดเวทีพูดคุย
สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ทุกสังคมทั้งในประเทศและ ในโลกไม่มีคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แต่เครื่องมือในการจัดการความคิดเห็นแตกต่างคือระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่รัฐบาลพยายามบอกให้คนหันหน้าเข้ามาคุยกัน แต่เมื่อคนที่ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลออกมาแสดงความคิดเห็นกลับไม่รับฟังและไม่ยอม ให้พวกเขาพูดด้วย แล้วเรียกไปปรับทัศนคติ
การที่คนแสดงความคิดเห็นสะท้อนว่าพวกเขายังพร้อมโต้เถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่ แต่ปัญหาคือรัฐบาลไม่พร้อมรับฟังความคิดเห็นแตกต่างออกไป
การให้คนหันหน้าเข้ามาคุยกัน แต่รับฟังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงไม่แตกต่างจากการห้ามพวกเขาพูด หากอยากให้ทุกคนหันหน้าเข้ามาคุยกัน ควรเข้าสู่การเลือกตั้งและแก้ปัญหาของประเทศตามระบอบประชาธิปไตย
ตัวกลางการพูดคุยของผู้มีความคิดเห็นแตกต่างนั้น ไม่มีใครเป็น กลางพอและไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลาง แต่ต้องอาศัยพื้นที่ที่มีหลักประกันว่า เมื่อทุกคนแสดงความคิดเห็นต่างจากผู้มีอำนาจรัฐแล้ว พวกเขาจะไม่ถูกคุกคามหรือถูกจับไปปรับทัศนคติ ซึ่งต้องมีระบบกฎหมายผ่านองค์กรนิติบัญญัติที่มีความสัมพันธ์กับประชาชน
ทุกคนในสังคมมีสิทธิที่จะโต้เถียงและแสดงความคิดเห็นได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ต้องอยู่บนบรรทัดฐาน 2 ประการ คือ 1.ไม่ด่าผู้อื่น และ 2.ไม่ดูหมิ่นหรือทำให้ผู้อื่นเกลียดชัง
ส่วนการเสนอนิรโทษกรรมคดีการเมือง มองว่าไม่ใช่ช่องทางสู่ความสงบสุขได้ เพราะความขัดแย้งในสังคมไทยมาไกลกว่านั้นมากแล้ว
ขณะนี้ผู้มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลไม่มีหลักประกันว่าตัวเองจะไม่ถูกคุกคาม เราอยู่ในสังคมที่ไม่มีหลักการพื้นฐานที่เป็นหลักประกันให้คนทั้งหมดได้
อย่าคิดว่าการยึดอำนาจหรือการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในเมืองไทยได้ แต่กระบวนการของระบอบประชาธิปไตยจะทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวมีความเป็นไปได้
บารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน
หาก พล.อ.ประยุทธ์เสนอเรื่อง ดังกล่าวด้วยสำนึกที่จริงใจก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง เป็นนิมิตหมายที่ดี ไม่ควรเสนอแบบขอไปที และควรพิสูจน์ ตัวเองว่ามีความจริงใจหรือไม่ ด้วยการเลิกพูดจาก้าวร้าวโผงผางกับสื่อมวลชน ถ้าทำได้ก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
ความปรองดองหากเกิดขึ้นทุกฝ่ายก็ได้ประโยชน์อยู่แล้ว สังคมก็ไม่ตึงเครียด แต่ต้องยอมรับความจริง ที่ว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าต้องจัดการไปทุกเรื่อง
โดยเฉพาะคนเห็นต่างจาก คสช.ที่ถูกคุกคามแบบที่ผ่านมา เช่น นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ คนกลุ่มนี้ถูกคุมคามมาตลอดตั้งแต่รัฐประหาร เพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารและยึดมั่น ในหลักการประชาธิปไตย คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นแกนนำคนเสื้อสีไหน
พล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่ลืมว่าตัวเองไม่ใช่คนกลางแต่เป็นส่วนหนึ่งในความขัดแย้ง ไม่ควรลอยตัวเหนือปัญหา หรือเรียกได้ว่าเป็นคู่ ขัดแย้งกับคนไม่ยอมรับรัฐประหารโดยตรงก็ได้
อยากให้นึกถึงเหตุการณ์ทางการเมือง ปี 2553 เป็นบทเรียนว่าตอนที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการเปิดหน้าพูดคุยกับแกนนำเสื้อแดง เหมือนจะลดความตึงเครียดได้แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การปราบปราม มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ทุกวันนี้กระบวนการยุติธรรมก็ชะงักไป
การจะให้คนเห็นต่างมาคุยกันได้กระบวนการยุติธรรมต้องเดินไปข้างหน้าด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หรือควรสร้างเงื่อนไขระหว่างการพูดคุยว่ารัฐบาลทหารจะไม่กดขี่ คุกคามคนที่ออกมาแสดงความเห็น
คสช.ต้องตระหนักในหลักการสิทธิและเสรีภาพว่าคนในสังคมมีสิทธิแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะได้ ไม่ใช่ใครที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาล หรือ คสช. ก็เอาไปปรับทัศนคติ หรือสั่งดำเนินคดี มีการเอาผ้าปิดตา กักตัว การกระทำดังกล่าวไม่มีประโยชน์หากจะสร้างความปรองดอง
สำหรับเงื่อนไขที่คู่ขัดแย้งจะเสนอขึ้นมาเพื่อต่อรองการพูดคุยหรือไม่นั้นเป็นเรื่องกระบวนการและบรรยากาศ รวมถึงความ ใจกว้างของทุกฝ่าย
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
เห็นด้วยและสนับสนุนอย่างยิ่งที่จะหันหน้ามาพูดคุยกับทุกฝ่าย ที่ขัดแย้งกัน เพราะการพูดคุยเป็นการเริ่มต้นไปสู่ความเข้าใจ หากเข้าใจกันจะมีวิธีการหรือเงื่อนไขในการยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งผลคือความปรองดอง
ที่ผ่านมาเห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่ต้องการให้ความขัดแย้งยุติจริงๆ เพราะเป็นนโยบายที่เกิดจากคณะรัฐมนตรี มีการสั่งการไปยังทุกกระทรวงขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม
มีเจ้าภาพหลักเป็นศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของ คสช. และมีคณะกรรมการปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ดำเนินการคู่ขนาน มีการพาคนที่เห็นต่างอย่างสุดขั้วมาพูดคุยกัน ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
นอกจากนี้เมื่อเข้าไปสอบถามผู้ต้องโทษทางการเมืองในคุก หลายคนเห็นด้วยที่จะให้มีการปรองดอง เพราะเป็นแนวทาง ลดความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความรุนแรงได้
จากนี้ไปสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะเข้ามาสานต่อภารกิจการสร้างความปรองดองให้เป็นรูปธรรม และส่วนตัว พล.อ. ประยุทธ์ รับปากนายบัน คีมุน เลขาธิการยูเอ็น ไว้แล้วว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน ก.ค.2560 เชื่อว่าโอกาสที่สังคมจะคลายเครียดและกลับมาช่วยกันหาทางปฏิรูปปัญหาต่างๆ จะคล่องตัวขึ้น
ที่ผ่านมา ศปป.เดินสายตั้งเวทีพูดคุยกับชาวบ้าน เปิดกว่า 4,000 เวที ทำหนังสือรวบรวมเสียงเรียกร้องและความต้องการของประชาชนทุกระดับ และกำลังดำเนินการ แจกจ่ายไปทุกกระทรวงเพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนสร้างความปรองดอง
มีแผนปรองดอง 6 ข้อที่เป็นสาระสำคัญ ได้แก่ 1.สร้างความเข้าใจร่วมกันว่าความรุนแรงที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากอะไร 2.เปิดเผย ข้อเท็จจริง 3.อำนวยความยุติธรรมให้ดำเนินไป 4.ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง 5.สร้างสภาวะการอยู่ร่วมกัน 6.สร้างมาตรการป้องกันความรุนแรง
ส่วนเงื่อนไขการพูดคุยควรสงวนท่าที ไว้ก่อน เพื่อให้ความไว้วางใจเกิดขึ้น หากตั้งเงื่อนไขแต่แรกเริ่มอาจคุยกันลำบาก