พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ใครถือเก้าอี้ ใครคือเหยื่อ และใครคือไทยมุง? จิตวิทยาการเมืองเดือนตุลาฯ

madpitch@yahoo.com
(ที่มา:มติชนรายวัน 6 ตุลาคม 2558)

เดือนตุลาฯนั้นเป็นเดือนแห่งความหดหู่ทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่เป็นรอยแผลสำคัญของบ้านเมือง

ใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้นก็ต้องว่ากันไปในทางการสอบสวนและหลักฐานทางประวัติศาสตร์

ส่วนที่ผมอยากจะพูดถึงวันนี้ก็คือมุมมองเรื่องจิตวิทยาการเมืองต่อความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันนั้น และในเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีในกรณีอื่นๆ เพื่อทำให้เราคิดให้ดีและมีสติมากขึ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการปลุก "หกตุลา" ขึ้นในตัวเราไม่ว่าจะวันไหนก็ตาม

... จิตวิทยาการเมืองนั้นเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมทางการเมืองกับรากฐานทางจิตวิทยาของผู้คน แม้ว่าจิตวิทยาการเมืองในวันนี้จะไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่คุณูปการสำคัญในเรื่องจิตวิทยาการเมืองนั้นช่วยให้เราเติมเต็มความเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองได้ ด้วยเงื่อนไขสองประการ

หนึ่ง จิตวิทยาการเมืองนั้นเป็นความรู้ที่อาศัยการตีความ (interpretive) แต่ก็เป็นการตีความที่รองรับด้วยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น ทั้งในแง่ของการทดลองในแบบคลินิก หรือการศึกษาตัวบทต่างๆ ของพฤติกรรมทางการเมือง ของตัวแสดงทางการเมืองในทุกระดับ ตั้งแต่มวลชนไปจนถึงผู้นำ หรือกลุ่มทางการเมืองสังคมต่างๆ

สอง จิตวิทยาการเมืองช่วยเติมเต็มความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมทางการเมือง ที่มักจะเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีพฤติกรรมทางการเมืองจากการใช้เหตุผลหรือการตัดสินใจด้วยฐานทางการคิดคำนวณ ฐานในแง่เศรษฐกิจ (ความคุ้มทุนและการแลกเปลี่ยน) ฐานทางวัฒนธรรม หรือเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีพฤติกรรมต่างๆ ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์แบบมหภาค ได้แก่ ความเชื่อว่าถ้าเหตุปัจจัยทางประวัติมาครบ การกระทำของมนุษย์ก็จะเกิดขึ้น (เช่นการปฏิวัติจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

จิตวิทยาการเมืองทำให้เราเข้าใจว่ากว่าที่พฤติกรรมทางการเมืองนั้นจะเกิดขึ้นมา มนุษย์อาจจะผ่านการรับรู้และเรียนรู้จากหลายๆ เงื่อนไข ทั้งระยะสั้นและยาว คือ ทั้งในแง่ของบุคลิกภาพของพวกเขาเอง คุณค่า ค่านิยมของพวกเขาเอง ซึ่งอาจจะก่อตัวมาอย่างยาวนาน และเงื่อนไขเฉพาะหน้าที่ทำให้เขาเกิดการตัดสินใจเลือกไปในทางใดทางหนึ่งที่อาจไม่ได้ใช้การตัดสินใจในแง่ของเหตุผลความคุ้มทุนเสมอไป

ในวันนี้ผมจะขออิงกับประเด็นเรื่องของจิตวิทยาการเมืองของความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ (ethnic conflict) และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) เป็นสำคัญในการทำความเข้าใจประเด็นเรื่องของความรุนแรงและการเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในฐานะพฤติกรรมทางการเมืองอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ส่วนหนึ่งที่นำผมมาถึงเรื่องนี้ก็คือผมคิดว่า แม้ว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมที่คลั่งชาติอันเป็นผลมาจากปฏิบัติการทางชาตินิยมที่ผ่านมา แต่ชาตินิยมของไทยนั้นมีลักษณะพิเศษ คือเป็นชาตินิยมที่อ้างอิงความเป็นไทยและเน้นหนักไปในเรื่องของชาติพันธุ์ไทย (ขออ้างอิงอย่างหลวมๆ กับงานของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ เป็นพิเศษ ในการพูดถึง ethnicization of Thainess และ ethno-nationalism of Thailand)

ประการที่หนึ่ง : ความรุนแรงกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม - เราพบว่าความรุนแรงในสังคมไทย หรือการอ้างอิงและแนวโน้มที่จะก่อความรุนแรงนั้นมีขึ้นเสมอๆ ในระหว่างกลุ่มต่างๆ (จะจริงบ้างหรือไม่จริงบ้าง ในแง่ของการเกิดขึ้นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) แต่ความรุนแรงจะระเบิดตัวออกเมื่อต่างกลุ่มต่างรู้สึกว่าไม่ควรอยู่ด้วยกัน หรือร่วมมือกันต่อไป ซึ่งการยุติความร่วมมือกันและปรับเปลี่ยนดุลของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในการ "รับรู้" กล่าวคือ แต่ละกลุ่มจะเริ่มรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันจนถึงขั้นไม่อยากอยู่ด้วยกันแบบเดิมก็เมื่อรู้สึกว่ากลุ่มของตนเองนั้นถูกคุกคาม โดยการที่เขาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่เดิม หรือเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ

เมื่อกลุ่มเหล่านั้นรู้สึกว่าถูกคุกคามหรือเสียเปรียบก็จะง่ายเข้าต่อการที่ถูกชักจูงให้เปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ เพราะเขารู้สึกว่าไม่มั่นคงอีกต่อไป

การรู้สึกว่ากลุ่มของตัวเองถูกคุกคามนั้นอาจจะนำไปสู่ความผนึกแนบแน่นของคนในกลุ่มของตน อาจจะนำไปสู่การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของกลุ่มอื่นๆ อาจจะนำไปสู่การมองว่าคนกลุ่มอื่นสร้างปัญหาแทนที่จะมองว่าเป็นการสร้างปัญหาของคนเพียงคนเดียว หรืออาจจะนำไปสู่แรงกดดันที่มีมากขึ้นกับการต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติของกลุ่มตนในห้วงเวลาวิกฤตของการถูกคุกคามลักษณะที่พูดมาทั้งหมดนี้ทำให้เกิดพลังทางอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงกับกลุ่มที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับกลุ่มเราจนถึงขั้นที่ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นได้ และอาจเปลี่ยนจากความรู้สึกที่ขมขื่นมาสู่ความเกลียดชังต่อกลุ่มอื่น และรู้สึกรักผูกพันกับกลุ่มของตัวเองมากขึ้น และถ้ามีผู้นำกลุ่มที่หยิบฉวยสิ่งนี้มาสร้างแรงจูงใจในการเคลื่อนไหว แทนที่จะคอยหยุดยั้งหรือผันแปรไปในรูปของการเจรจา ก็จะพบว่าแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงแบบแตกหักก็จะยิ่งไปกันใหญ่

ประการที่สอง : ความรุนแรงกับพวกหัวรุนแรงสุดขั้ว - ผมกำลังพูดถึงพวกที่เรียกว่า political extremist ซึ่งข้อค้นพบหนึ่งที่สำคัญยิ่งในทางจิตวิทยาทางการเมืองที่ต้องขอย้ำก็คือ พวกสุดขั้วทางการเมือง หรือพวกหัวรุนแรงนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีอาการทางจิต

แต่เขาอาจเป็นแค่คนธรรมดาที่ตกอยู่ในสถานการณ์พิเศษต่างหาก!!!

จากการวิจัยในด้านจิตวิทยาทางการเมืองนั้น ข้อค้นพบที่สำคัญก็คือ ภายใต้เงื่อนไขบางประการที่เหมาะสมหรือพอดิบพอดี ก็อาจจะเป็นไปได้ที่คนที่แสนจะธรรมดากลายเป็นคนที่สร้างความรุนแรงทางการเมืองอย่างสุดขั้ว หรือเป็นคนที่ยืนมุงดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้เข้าไปหยุดยั้งความรุนแรงเหล่านั้น

ขอให้ความหมายว่า พวกหัวรุนแรงสุดโต่งทางการเมืองนั้นหมายถึงคนที่พฤติกรรมทางการเมืองถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ขั้นที่ไม่ฟังอีร้าค้าอีรมในเรื่องอื่นๆ ในการตัดสินใจทางการเมืองเสียแล้ว และการสนใจหมกมุ่นแต่กับเรื่องของการมองโลกของตนเองนั้นก็เป็นไปตามการที่อุดมการณ์ที่เขาสมาทานบงการให้เขาเป็น โดยไม่ได้สนใจถึงชีวิตและการมีชีวิตของคนอื่นๆ และที่สำคัญก็คือ เขาไม่ได้สนใจว่าจะมีทางเลือกอื่นในการใช้ชีวิตได้ไหม

หรือถ้าจะอธิบายอีกอย่างก็คือ ความจริงในมุมมองของพวกสุดขั้วไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกตัวและการรับรู้ของเขา แต่เป็นเรื่องที่เขารู้สึกว่าอยากให้มันจริง หรือพูดง่ายๆ ความอยากให้มันจริงคือความจริงในมุมมองของพวกสุดขั้วทางการเมือง ซึ่งเหตุผลที่คนเรากลายเป็นคนสุดขั้วก็อาจจะมาจากทั้งบุคลิกภาพของตัวเขาเอง หรือจากลักษณะความสัมพันธ์ของเขากับกลุ่มของเขาว่าเขาจะผูกพันกับกลุ่มของเขาแค่ไหน

จากการศึกษาวิจัยและทดลองทางวิทยาศาสตร์ของศาสตร์ทางจิตวิทยาการเมือง เขายืนยันว่าคนที่ไปฆ่าคนอื่น หรือมีส่วนร่วม หรือปล่อยให้เกิดขึ้นนั้นอาจไม่ใช่คนบ้า หรือไม่ใช่คนบ้าเสมอไป และทุกคนอาจจะมีเงื่อนไขนี้อยู่ในตัวเอง แต่ที่สำคัญที่จิตวิทยาทางการเมืองตอบได้ก็คือ คนเหล่านี้เป็นคนที่ขาด "ความร่วมรู้สึก" (empathy) หรือความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และมีลักษณะที่ลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น (dehumanization)

การค้นพบอีกประการหนึ่งที่สำคัญในทางจิตวิทยาการเมืองก็คือ ผู้ที่เป็นพวกหัวรุนแรงไม่ได้มีลักษณะทางบุคลิกภาพเฉพาะ อาทิ ไม่มีบุคลิกภาพเฉพาะที่เรียกว่าบุคลิกภาพของผู้ก่อการร้าย หรือบุคลิกภาพของคนที่ทรมานผู้อื่น แต่คนที่เป็นพวกหัวรุนแรงมีลักษณะบุคลิกภาพแบบเผด็จการ โดยจะยอมรับอำนาจของผู้อื่นที่เหนือกว่าตน มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงกับคนที่ไม่เข้าพวก และนิยมสิ่งที่มีมาแต่เดิมโดยไม่ลืมหูลืมตา พวกนี้จะเป็นพวกที่รู้สึกว่าฉันควบคุมเปลี่ยนแปลงอนาคตและโชคชะตาของตัวเองไม่ได้

มีการทดลองครั้งหนึ่งที่สำคัญนั่นก็คือการทดลองของ Milgram ที่แบ่งคนเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ถูกชอร์ตด้วยไฟฟ้าและกลุ่มที่ไปชอร์ตเขา กลุ่มที่ไปชอร์ตเขาถูกสั่งว่าให้ชอร์ตไฟอีกกลุ่มหนึ่งในทุกครั้งที่กลุ่มนั้นตอบคำถามผิด และให้ชอร์ตไฟแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลุ่มที่ถูกชอร์ตไฟร้องด้วยความเจ็บปวด และแจ้งว่ามีปัญหากับหัวใจ คนกลุ่มที่ไปลงโทษเขาคือชอร์ตไฟ ก็จะถูกสั่งให้ชอร์ตไฟไปเรื่อยๆ เพราะบอกว่า นี่คือคำสั่งในการทดลอง และบอกว่าคุณไม่มีทางเลือกอื่น

ผลการทดลองพบว่า กลุ่มคนที่ไปชอร์ตไฟคนอื่นนั้นทำตามคำสั่งนี้และเพิ่มไฟถึงขีดสุดถึงร้อยละ 62 โดยละเลยคำเตือนที่อยู่ที่เครื่องมือว่าการชอร์ตไฟนั้นเป็นเรื่องอันตราย และการร้องขอชีวิตและการทักท้วงของผู้ถูกลงโทษ อย่างไรก็ดี คนที่ทำตามคำสั่งนี้ส่วนมากมีอาการลังเลที่จะทำตามคำสั่ง และขอให้ผู้สั่งการหยุดการตัดสินใจนั้น

ประเด็นนี้สำคัญตรงที่ว่า การทดลองนี้เผยว่าคนที่ทำตามคำสั่งไม่ใช่คนที่เกลียดชังกับผู้ที่ถูกชอร์ตไฟเป็นการส่วนตัว

ประเด็นที่สำคัญจากการทดลองก็คือ เมื่อผู้คนกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของ "กงล้อแห่งความรุนแรง" คำถามก็คือพวกเขาจะปลดตัวเองออกมาได้อย่างไร จะทำอย่างไรที่พวกเขาจะไม่ต้องร่วมทางไปกับความเลวร้ายที่เกิดขึ้น การทดลองในลำดับต่อไปของมิลแกรมพบว่ามันจะง่ายขึ้นที่จะมีคนเลิก

ทำตามเมื่อมีคนหนึ่งปฏิเสธที่จะทำตามอย่างเปิดเผย และเขาพบว่า ถ้าคนที่ใช้ความรุนแรงนั้นยิ่งอยู่ใกล้เหยื่อของเขา เขาจะปลีกตัวออกจากความรุนแรงนั้นยากกว่าการที่เขาอยู่ห่างออกไป นอกจากนั้นแล้ว บุคลิกภาพแบบเผด็จการก็ทำให้คนไม่กล้าขัดขืนคำสั่งมากขึ้น

ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง ข้อค้นพบที่สำคัญชี้ว่ากลุ่มนั้นมีความสำคัญต่อการกระทำที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง กล่าวคือหากมีคนหนึ่งฆ่าคนอื่นโดยอธิบายว่าทำไปเพื่อส่งเสริมให้สังคมดีขึ้น

และการกระทำนี้ได้รับการสนับสนุนและให้กำลังใจว่าเขาทำไปในนามของกลุ่มคนที่มีความเชื่อนี้ร่วมกัน เขาจะได้รับการยอมรับมากกว่าการที่เขาทำไปในฐานคนคนเดียว ซึ่งเขาจะถูกมองว่าเขาเป็นตัวอันตรายที่มีปัญหาทางจิต

ประการที่สาม : ความรุนแรงกับแพะรับบาป - กระบวนการสร้างแพะรับบาปนั้นคือเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรง การสร้างแพะรับบาปคือการระบุว่าใครคือศัตรูที่จะต้องถูกกำจัดไปอย่างสิ้นซากตามที่มีการนำเสนอขึ้นมาว่าอะไรคือพิมพ์เขียวของสังคมที่พึงปรารถนา เพื่อให้พ้นไปจากวิกฤตที่เกิดขึ้น การสร้างคำอธิบายถึงความเป็นเหตุเป็นผลอย่างนี้ไปกันด้วยดีกับกระบวนการสร้างความชอบธรรมทางสังคมที่อธิบายว่าจะจัดการกลุ่มที่เป็น

ตัวปัญหาของทุกๆ เรื่องลงได้อย่างไร และกระบวนการที่สุดขั้วที่สุดก็คือการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของกลุ่มนั้นลง ซึ่งทำให้เราสามารถข้ามพ้นมาตรฐานที่มีกับคนทั่วไปลงไปได้ เช่นการที่คนเยอรมันยุคนาซีเรียกเรียกคนยิวว่าหนูสกปรก ในรวันดา คนฮูตูเรียกคนตุดซี่ว่าแมลงสาบ

และในเงื่อนไขเช่นนี้การแสดงความรังเกียจศัตรูของตนนั้นกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องและงดงามในหมู่ของตน

พร้อมกันนี้คนที่เข้ากลุ่มก็จะมีกิจกรรมและแรงกดดันในกลุ่มให้เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มมากขึ้น และทำให้เขารู้สึกว่าจะทิ้งกลุ่มออกไปไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งที่กลุ่มเหล่านี้ทำจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ นอกจากนั้น ยิ่งกลุ่มสร้างความรุนแรงและสมาชิกกลุ่มไม่สามารถสลัดตัวเองออกมาได้ พวกเขาก็จะยิ่งถูกดึงดูดเข้าไปอยู่ในกลุ่มมากขึ้น การเข้าไปอยู่ในกลุ่มอาจจะมีแรงจูงใจว่าเขาต้องการยืนยันว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง หรือต้องการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารที่เขาต้องการ เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่มีกลุ่มไม่มีพวก เขาจะไม่มีคนสนับสนุนสิ่งที่เขาคิดเขาเชื่อ หรือเขาจะขาดข้อมูล ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของเขา มิพักต้องพูดถึงว่าการถูกขับออกจากกลุ่มอาจจะมีผลสำคัญต่อการก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ของเขา และการออกจากกลุ่มนั้นไม่ได้ทำง่ายๆ เขาอาจจะต้องสร้างข้ออ้างมากมาย เว้นแต่ว่าเขาจะกล้าประกาศตัวโดยตรงซึ่งทำให้เขาอาจจะตกอยู่ในสภาวะเผชิญหน้ากับกลุ่มนั้นได้

ซึ่งในท้ายที่สุดอาจจะเป็นไปได้ว่าคนที่อยู่ในกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้เชื่อในสิ่งที่กลุ่มทำก็ได้ แต่การออกจากกลุ่มสุ่มเสี่ยงและอันตรายเกินไป

อีกเหตุผลประการหนึ่งที่น่าตกใจจากข้อค้นพบทางจิตวิทยาการเมืองก็คือ คนที่ไปทำร้ายคนอื่นให้เหตุผลในเชิงเปรียบเทียบว่า สิ่งที่เขาทำแม้ว่าอาจจะเลวร้าย แต่ก็เลวร้ายน้อยกว่าที่เหยื่อของเขาทำ กล่าวคือ คนที่ไปสร้างความเสียหายและความรุนแรงใส่ผู้อื่นนั้นอาจจะลดทอนความรุนแรงของการกระทำของเขาลง (หลังจากที่เขาทำไปแล้ว) โดยการอ้างว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่รับได้ เมื่อเทียบกับธรรมชาติที่แสนจะชั่วร้ายของเหยื่อที่เขากระทำใส่

ประการที่สี่ : ความรุนแรงกับไทยมุง - bystander หรือไทยมุงนั้นการที่คนยืนดู (ความรุนแรง) สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่เข้าไปช่วย ซึ่งเรามักจะโทษว่าพวกไทยมุงเป็นพวกที่ไม่รู้จักช่วยเหลือคนอื่น ขณะที่งานทางจิตวิทยามองว่าบางทีคนที่ไม่เข้าไปช่วยคนอื่นอาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เพียงแต่เขาไม่รู้จะเข้าไปช่วยได้อย่างไร และเขาอาจจะพยายามมองหาว่ามีใครจะเริ่มต้นในการกระทำที่จะแทรกแซงเข้าไปไหม ซึ่งปัญหาที่น่าสนใจอาจไม่ใช่ว่าทำไมไม่ช่วย แต่อาจจะกลายเป็นว่าคนมัวแต่มองหน้ากันว่าใครจะเริ่มก่อน หรือใครจะช่วยเป็น หรืออาจเป็นไปได้ว่า คนที่ยืนมุงอาจรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ เพราะมีคนมุงกันหลายคน (คือถ้ามีเขาคนเดียวเขาคงต้องช่วย)

ดังนั้นเราอาจจะต้องให้นิยามใหม่ว่า ไทยมุงคือคนที่อาจจะรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ไม่ได้เข้าไปทำอะไร

การไม่ทำอะไรนั้น ความจริงคือการกระทำที่เรียกว่าการปฏิเสธ (demial) ซึ่งการปฏิเสธอาจเป็นการปฏิเสธทางการรับรู้ (ไม่ยอมรับข้อเท็จจริง) ปฏิเสธทางอารมณ์ความรู้สึก (ไม่รู้สึกรู้สา ไม่รู้สึกถูกกวนใจ) การปฏิเสธทางอารมณ์ (ไม่รู้สึกว่าผิด และไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ) และการปฏิเสธทางการกระทำ (ไม่กระทำอะไรเมื่อรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น) การปฏิเสธนี้เป็นผลของความไม่เต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายและเจ็บปวด การปฏิเสธนี้อาจจะมาจากประสบการณ์ส่วนตัวในวัยเด็ก เช่น ถูกพ่อแม่ลงโทษ หรืออาจจะเป็นเรื่องของแรกกดดันทางสังคมที่ละเอียดอ่อน เช่น เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้แต่ไม่กล้ายอมรับมันว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าใครยอมรับมันก็จะถูกโจมตีและลงโทษหรือขับออกจากกลุ่ม เพราะมันเป็นการทำลายภาพลักษณ์และหน้าตาของกลุ่ม (ประเทศ?) ดังที่มีการยกตัวอย่างว่าชาวเยอรมันบางคนนั้นตกอยู่ในตรรกะที่ว่าไม่สามารถยอมรับกับหลักฐานที่ว่าชาวเยอรมันทำร้าย เข่นฆ่าชาวยิวได้ เพราะว่าโดยคำจำกัดความแล้วชาวเยอรมันคือคนดี และคนดีจะไม่ทำอะไรที่เลวร้าย

ในบางกรณีคนอาจจะกลายเป็นไทยมุงเพราะรู้สึกว่าตนมีอำนาจน้อยนิด หรือบางคนอาจจะแอบช่วยเหลือ แต่ไม่กล้ากระทำในลักษณะที่โจ่งแจ้งดังที่ชาวเยอรมันจำนวนไม่น้อยก็แอบช่วยเหลือชาวยิว แม้ว่าจะไม่กล้าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลนาซีก็ตาม

การปฏิเสธอาจจะมีความซับซ้อนในกระบวนการ เช่น ปฏิเสธว่าได้สร้างความเจ็บปวดสูญเสียเพราะเขาไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ หรือปฏิเสธว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีใครบาดเจ็บเสียหาย หรือปฏิเสธว่าสิ่งที่ทำเลวร้าย เพราะคนที่ถูกกระทำนั้นสมควรที่จะโดนอยู่แล้ว หรือเขาอาจจะบอกว่าเขาไม่รู้ว่ามันมีความเลวร้ายซ่อนอยู่หรือเกิดขึ้นจากการตัดสินใจหรือเกี่ยวข้องของเขา

การปฏิเสธอาจจะเป็นเรื่องของระดับของความรุนแรง เช่น รู้ว่ามีสิ่งเลวร้ายรุนแรงสูญเสียเกิดขึ้น แต่ไม่ยอมรับตัวเลยความสูญเสีย หรือรู้แต่ไม่ปฏิเสธที่จะเกี่ยวข้อง หรือยอมรับว่าคนอีกฝ่ายหนึ่งนั้น "ไม่มีชีวิตแล้ว" แต่ไม่ได้รับรู้หรือยอมรับว่า "ตายเพราะเกี่ยวเนื่องกับตัวพวกเขา" แต่อย่างใด

ที่โหดร้ายไปกว่านั้น การปฏิเสธอาจจะมาจากความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่มีความผิดพวกนั้นคงไม่เดือดร้อน ดังนั้นคนที่เชื่อในสิ่งเหล่านี้อาจจะเชื่อว่าถ้ามีการลงโทษเกิดขึ้น ก็แปลว่าคนที่ถูกลงโทษนั้นเป็นคนที่ต้องทำอะไรผิดมาแน่ๆ เพราะคนดีๆ ที่ไหนจะถูกลงโทษ หรือถ้าจะมีการรณรงค์เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงโทษ ก็จะถูกถามว่าถ้าไม่มีความผิดจะเดือดร้อนทำไม

ที่มาของทางแก้ในเรื่องของไทยมุงและการปฏิเสธก็คือ "ความร่วมรู้สึก" ซึ่งจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าคนอื่นต้องการความช่วยเหลือและต้องมองในมุมของคนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือด้วย ที่สำคัญคนเหล่านี้เป็นคนที่นอกจากจะไม่เห็นแก่ตัวแล้วจะต้องเป็นคนที่ทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องคิดคำนวณอะไรมากมาย คือทำมันทันทีราวกับมันเป็นธรรมชาติ

สำหรับผม หกตุลาเกิดได้ทุกวัน และไม่เกิดได้ทุกวันครับ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราสำรวจมิติทางจิตวิทยาการเมืองอย่างถี่ถ้วนแค่ไหนด้วยครับ

(แรงบันดาลใจการเขียนมาจากบทที่ 8 From Ethnic Conflict to Genocide ของ Martha Cottam และคณะ (2011)

แหล่งข่าว: 
มติชนออนไลน์

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด