วจนา วรรลยางกูร
สะเทือนทั้งวงการเศรษฐกิจไทย หลังจากเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การเจรจากลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ทีพีพี (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) เสร็จสิ้น โดย 12 ประเทศสมาชิกบรรลุข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี นำโดยยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกา ประกบด้วยประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย
ชูธงขึ้นมาว่าจะเป็นเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยคิดเป็นร้อยละ 40 ของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันก็มีเงื่อนไขที่เรียกร้องจากประเทศสมาชิกมาก จนได้ชื่อว่า "มาตรฐานสูง"
น่าสนใจว่ามีประเทศในอาเซียนเข้าร่วมถึง 4 ประเทศ เป็นที่มาของความตื่นตระหนกและคำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นว่า
′ไทยจะตกขบวนหรือเปล่า?′
ข้อ โต้แย้งในแวดวงเศรษฐกิจถึงข้อดีข้อเสียเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันอย่าง ละเอียด แต่อีกวงการที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากไทยจะเข้าร่วมทีพีพีจริงๆ คือ วงการสุขภาพ ที่ออกมาชี้แจงถึงผล กระทบที่จะตามมาจากการเข้าร่วมเขตการค้าเสรีครั้งนี้ โดย สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและภาคีเครือข่าย ได้จัดแถลงข่าวชี้แจงเรื่อง ประเทศไทยควรเข้าเป็นสมาชิก "ทีพีพี" หรือไม่?
ทีพีพีไม่ใช่สัญญาการค้า?
นายแพทย์หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยและประธานรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาความควบคุมยาสูบ ขององค์การอนามัยโลก (2550-51) กล่าวว่า โลกควรหยุดเรียกทีพีพีว่าเป็นสัญญาการค้าได้แล้ว เพราะแท้จริงเป็นความตกลงของบริษัทและผู้ลงทุน ในจำนวนทั้งหมด 29 บท เพียง 5 บทเท่านั้นที่ว่าด้วยเรื่องการค้า ผู้ร่างก็คือผู้แทนบริษัทข้ามชาติ
"ข้อตกลงทีพีพีเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นเพียงการประกาศว่ากลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกทั้ง 12 ประเทศ เห็นชอบร่างที่พิจารณาแล้ว ต่อไปรัฐบาลสหรัฐมีเวลาทำรายงานเรื่องทีพีพีออกมาให้มหาชนรับทราบความจริง ระหว่างนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้นจะใช้เวลาไปจนถึงที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ออกจากตำแหน่ง เรายังมีเวลาอีก 6 เดือน ซึ่งประเทศไทยเอง ท่านนายกฯก็ได้มาพิจารณาข้อดีข้อเสีย เราควรรวมพลังกันทำข้อเสนอและข้อวิเคราะห์ออกมาเสนอให้รัฐบาลทราบถึงข้อเสีย ส่วนฝ่ายเศรษฐกิจก็ต้องเสนอผลดีเพื่อให้ท่าน นายกฯตัดสินใจ" นพ.หทัยกล่าว
สะเทือนโรงงานยาสูบ เสี่ยงรัฐถูกฟ้องร้อง
ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากรัฐบาลไทยตัดสินใจเข้าร่วมเป็นภาคีในข้อตกลงทีพีพีจะมีผลกระทบอย่างมาก ต่อนโยบายและกฎหมายควบคุมยาสูบของไทยในอนาคต เมื่อเกิดข้อพิพาททางการค้าระหว่างบริษัทสหรัฐกับหน่วยงานของไทยแล้ว รัฐบาลไทยก็จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่อง การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (ISDS) บริษัทบุหรี่สหรัฐจะสามารถฟ้องร้องรัฐบาลไทยที่ออกกฎหมายควบคุมยาสูบที่เข้ม งวดจนกลายเป็นข้อพิพาทการค้า ซึ่งร้ายแรงกว่ากรณีที่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มีคดีฟ้องร้องกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในขณะนี้
"หน่วยงานของรัฐที่จะได้ รับผลกระทบอย่างมากคือ โรงงานยาสูบ รัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลัง เนื่องจากข้อตกลงทีพีพีมีข้อกำหนดเรื่องรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐวิสาหกิจของไทยต้องประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัทอเมริกันอย่างดุ เดือดในธุรกิจต่างๆ อีกทั้งยังต้องเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของโรงงานยาสูบต่อฝ่ายสหรัฐด้วย เมื่อโรงงานยาสูบอ่อนแอลงจนไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ก็จะถูกบริษัทบุหรี่ของสหรัฐเข้ายึดกิจการในที่สุด ทำให้บริษัทต่างชาติเข้ายึดครองส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ทั้งหมด
"เป็นครั้งแรกในข้อตกลงพหุภาคีเสรีการค้าที่ใส่การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับ เอกชน (ISDS) เข้ามา ทำให้อเมริกาได้เปรียบประเทศอื่น ข้อดีคือทำให้กระบวนการระงับข้อพิพาทเป็นมาตรฐาน เมื่อสหรัฐลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ต้องขึ้นศาลในประเทศนั้นๆ แต่ให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท ซึ่งก็มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีมาตรฐานและไม่โปร่งใส ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายจากบริษัทเอกชนและไม่มีกระบวนการอุทธรณ์" นายไพศาลกล่าว
ขยายสิทธิบัตรยา ยาแพง-ระบบประกันสาธารณสุขล้มเหลว
รศ.ดร.จิ ราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวว่า ทีพีพีมีผลกระทบโดยตรงต่อการสาธารณสุขและการเข้าถึงยาของประเทศภาคีสมาชิกใน 2 ประเด็น
1.ประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา พบว่ามีข้อเรียกร้องให้ขยายความคุ้มครองในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ การขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรยา
2.ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การแข่งขันและการจัดซื้อจัดหาโดยรัฐ พบว่าในการเจรจา TPP มีบทที่ว่าด้วย Transparency and Procedural Fairness for Healthcare Technologies ซึ่งได้จำกัดบทบาทของภาครัฐในการเจรจาต่อรองราคายา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ที่จะใช้ในระบบสุขภาพของประเทศ
"ตัวอย่างผลที่จะ เกิดขึ้นคือ ผลจากการผูกขาดข้อมูลทางยา ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยจะสูงขึ้นอีก 81,356 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งผลกระทบจากการยอมให้มีการจดสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์เก่าที่มีการปรับ ปรุงเพียงเล็กน้อยต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นการจดสิทธิบัตรแบบไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เกิดปัญหาการผูกขาดตลาดยาโดยเจ้าของสิทธิบัตรเป็นระยะเวลายาวนานเกิน กว่าที่ควร จะส่งผลต่อการเข้าถึงยาของประชาชน รวมทั้งเป็นการขัดขวางการแข่งขันที่เป็นธรรมจากผู้ประกอบการในประเทศ ระบบประกันสาธารณสุขจะล้มเหลวด้วยค่ายาราคาแพง เนื่องจากการเข้าร่วมทีพีพี
"อุตสาหกรรม ยาแต่ละประเทศมีระดับเทคโนโลยีแตกต่างกัน บ้านเรามีเงินทุนและเทคโนโลยีเพียงเท่านี้จะไปทำแบบอุตสาหกรรมยาต้นตำรับ (Original Drugs) ไม่ได้ เรามีโอกาสขยายตลาดยาจากยาชื่อสามัญ (Generic Drugs) ไปสู่ยาวัตถุดิบที่มีราคาแพงกว่าเป็นพันเท่า ความพยายามคุ้มครองสิทธิบัตรลักษณะนี้จะทำให้อุตสาหกรรมยาโตไม่ได้" รศ.ดร.จิราพรกล่าว
ศึกษาให้ดี ก่อนคิดว่าจะเข้าหรือไม่
ด้านกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) กล่าวว่า อุตสาหกรรมไทยที่ผ่านมามุ่งเรื่องสิทธิพิเศษทางการค้า ซึ่งเป็นสิทธิของประเทศกำลังพัฒนา โดยไม่สนใจเรื่องการสร้างนวัตกรรม ตอนนี้เรามีรัฐบาลชั่วคราว เข้าใจว่าเป็นจังหวะดีของนักธุรกิจที่จะเข้าพบนายกฯ-รองนายกฯเพื่อผลักดัน เรื่องนี้ และรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ก็เป็นฉบับแรกที่อนุญาตให้รัฐบาลชั่วคราวทำ หนังสือสัญญาระหว่างประเทศได้
"เราคิดว่าตอนนี้รัฐบาลควรสนับสนุนให้ มีการศึกษาวิจัยเรื่องทีพีพีเพิ่มเติม เพราะประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมนั้นยังไม่เคยมีการทำวิจัยผลกระทบด้านสุขภาพ แต่ยกเรื่องเศรษฐกิจมาก่อน เรื่องพวกนี้ควรให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ที่สำคัญตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งฉบับที่ตกไปแล้วนั้นก็น่าเป็นห่วงเพราะล้าหลังกว่ามาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เสียอีก ตอนนี้เราไม่ควรพูดว่าจะเข้าหรือไม่เข้าทีพีพี แต่ต้องมีการศึกษาผลกระทบให้ครบถ้วน" กรรณิการ์กล่าว
เสียงสะท้อนจากวงการสาธารณสุขขยายภาพด้านหนึ่งของรถไฟขบวนที่เรายังลังเลว่าจะขึ้นดีหรือไม่