วันที่ 17 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มAfter Shake และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จัดเสวนา "กลัวผีประชานิยม เสวนาว่าด้วยนโยบาย ที่มีทั้ง คนรัก คนเกลียด คนกลัว" โดย ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ประชานิยมเป็นผีที่นำเข้ามา หรือ "ภูมิปัญญานำเข้า" เป็นผีที่คนไทยไม่รู้จัก และเป็นผีที่พึ่งสร้าง แต่มีคำถามว่าอะไรคือประชานิยม เพราะมีความคล้ายกับรัฐสวัสดิการ เช่น ในประเทศตะวันตก เราจึงต้องหาความหมายประชานิยมที่แท้จริง
ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า ประชานิยมของไทยเริ่มจากยุค 14 ต.ค.2516 กลุ่มชนชั้นบนรวมถึงนักศึกษาต้องการช่วยคนชั้นล่าง แต่ต่อมาชนชั้นกลางได้ต่อต้านประชานิยม เพราะมองว่าเป็นการนำภาษีจากชนชั้นกลาง ไปใช้ผ่านนโยบายประชานิยมเพื่อซื้อเสียงจากประชาชนกลุ่มรากหญ้า และมองว่ากลุ่มคนชั้นกลางต้องจ่ายภาษีดูแลชนชั้นบนและคนรากหญ้า คือกลุ่มคนที่มีรายได้เดือนละไม่ถึงหมื่นบาทไปจนถึงปีละ1,000ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า คนรวยได้รับประโยชน์จากสาธารณสุขมากกว่าคนจน โดยวัดจากบัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ อีกทั้งด้านการศึกษาคนรวยก็จะได้ประโยชน์จากเงินอุดหนุนมากกว่าคนจน คนฐานะดีขึ้นก็จะเรียนสูงขึ้น งบของคนรวยจึงเพิ่มที่ระดับชั้นมหาวิทยาลัย ดังนั้นรัฐเอาเงินมาแจกคนจนจึงไม่จริงเสมอไป
อย่างไรก็ตาม ราคาของประชานิยมจะต้องคุ้มทุนทางเศรษฐกิจด้วย ที่ผ่านมาเป็นการออกแบบมาเพื่อจุดขายทางการเมือง มากกว่าการวางแผนทางเศรษฐกิจรอบคอบนัก เช่น โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งไม่ได้มีการวางแผนการขายไว้ ปัญหาเป็นเหมือน"คนขี่เสือ"ที่เกิดจากกลไกในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ขี่หลังเสือบนปัญหาไปเรื่อยๆ ผ่านการขยายเพดานวงเงินกู้จาก5แสนล้านให้สูงขึ้นไปอีก รัฐบาลต้องมองว่าการเกษตรมีความเสี่ยง ต้องมีกลไกรับความเสี่ยง แต่ไม่ควรโฆษณาราคาสินค้าเกษตรสูงกว่าตลาดโลกในฐานะผู้ส่งออก
ทั้งนี้ ดร.วิโรจน์ ยังเสนอให้สังคมไทยก้าวข้ามประชานิยมสู่ประชาธิปไตยที่เป็นสากล และกล่าวถึง เศรษฐกิจพอเพียงว่าสอดคล้องเศรษฐศาสตร์กระเเสหลัก ในการทำให้รายได้ไม่น้อยกว่ารายจ่าย