วันที่ 21 ตุลาคม การเสวนาวิชาการ "รัฐธรรมนูญไทย : มองไปข้างหน้า" ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นไปอย่างคึกคัก มีทั้งพระสงฆ์นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สนใจทยอยเข้าจับจองที่นั่งจนเต็มหอประชุม
รศ.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดประเด็นโดยการเปรียบเทียบปลากับนก ว่าไม่สามารถว่าวิจารณ์เปรียบเทียบกันได้ เพราะนกที่อยู่บนฟ้าคงไม่เข้าใจปลาที่อยู่ในน้ำ เช่นเดียวกับปลาก็คงไม่เข้าใจนกเช่นกัน ในฐานะที่ตนเคยร่างรัฐธรรมนูญก็คงไม่สามารถนำมาบอกได้ว่าเป็นอย่างไร เปรียบกับเรากินแอปเปิ้ล ก็คงไม่สามารถอธิบายถึงรสชาติของแอปเปิ้ลให้คนอื่นเข้าใจได้ทั้งหมด จนกว่าคนนั้นจะได้กินแอปเปิ้ลเอง
การพูดครั้งนี้จึงขอพูดแบบมองไปข้างหน้า โดยแบ่งเป็นหลายประเด็น เริ่มจากเรื่องของผู้ร่าง เห็นว่าผู้ร่างที่ดีที่สุดควรเป็นตัวแทนของประชาชนมาร่าง เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญ 2540 น่าจะเป็นฉบับเดียวที่มีตัวแทนของประชาชนมาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนฉบับที่เหลือไม่ว่าจะฉบับ2475 หรือ ฉบับที่กำลังร่างปัจจุบัน ผู้ร่างไม่ได้มีความชอบธรรมมาจากประชาชนทั้งสิ้น
ส่วนประเด็นเรื่องความชอบธรรม เห็นว่า เมื่อผู้ร่างไม่มีความชอบธรรมที่ต้องมาจากประชาชน ก็ต้องหาความชอบธรรมอะไรสักอย่างจึงเป็นที่มาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว2557 ให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านการทำประชามติ ส่วนประเด็นที่ว่าการทำประชามติดังกล่าวไม่ชอบธรรมเพราะสามารถหลอกไปได้รวมกันไปได้ ก็เห็นว่าการเลือกตั้งก็สามารถหลอกกันไปได้ รวมกันไปได้เช่นกัน
ขณะที่ประเด็นเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องสอดคล้องกับสังคมไทยและเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกเช่นกรณีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.)นั้นถ้าไปดูรัฐธรรมนูญของประเทศโปรตุเกสก็เคยมีบัญญัติไว้นอกจากนี้รัฐธรรมนูญควรจัดวางอำนาจรัฐให้เหมาะสม เพราะการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่ใช่ประชาธิปไตยทั้งหมด แต่ต้องมีรายละเอียดในการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญเมื่อเป็นกฎหมายสูงสุดก็ควรถูกออกแบบให้แก้ไขยาก และต้องกำหนดว่าส่วนใดหรือหลักการใดไม่สามารถแก้ไขได้เลย ส่วนกรณีบทเฉพาะกาล มีไว้เพื่อแก้ไขปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะไม่ต้องการให้อยู่ในรัฐธรรมนูญแบบถาวร เพราะสิ่งสำคัญของรัฐธรรมนูญก็คือการแก้ไขปัญหาในอดีต