เศรษฐีไทยรวยแซงทั่วโลก ทรัพย์สิน 35 ล้านสะพรั่งสวนเศรษฐกิจ

“เงินต่อเงิน” เศรษฐกิจแฟบแต่เศรษฐีไทยเงินฟู ทั้งจำนวนและมูลค่าความล่ำซำพุ่งสูงกว่าทั่วโลก จากปี 54 มีจำนวนคนรวยทรัพย์สิน 35 ล้านบาทขึ้นไป 65,200 คน ปี 57 พุ่งเป็น 90,700 คน จากทรัพย์สิน 10.6 ล้านล้านบาท เป็น 16.0 ล้านล้านบาท ด้านพาณิชย์แจงตัวเลขธุรกิจเจ๊ง 10 เดือนแรก เพิ่ม 19%

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คนรวยในประเทศไทยที่มีทรัพย์สิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขึ้นไป หรือประมาณ 35 ล้านบาท โดยเป็นทรัพย์สินของบุคคล ไม่รวมกับทรัพย์สินบริษัท ในช่วง 4 ปีย้อนหลัง เติบโตได้ปีละ 12% โดยการเปรียบเทียบรายปี ในปี 2554 จาก 65,200 คน เพิ่มเป็น 90,700 คน ในปี 2557 ขณะที่ในฝั่งของทรัพย์สิน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 15% จากปี 2554 มีจำนวนทรัพย์สินรวม 10.6 ล้านล้านบาท ปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 16.0 ล้านล้านบาท สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ของประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท

“อัตราการเติบโตของคนรวยในประเทศไทยมีอัตราที่สูงกว่าทั่วโลกและในเอเชียแปซิฟิก โดยช่วง 4 ปีย้อนหลัง จำนวนคนรวยทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 10% เอเชียแปซิฟิกโต 12% ประเทศไทย 12% และในปี 2557 ทั่วโลกโตเฉลี่ย 7% เอเชียแปซิฟิก 9% ประเทศไทย 13% ขณะที่จำนวนทรัพย์สิน 4 ปีย้อนหลัง ทั่วโลกเติบโต 10% เอเชียแปซิฟิก 14% ประเทศไทย 15%”

ทั้งนี้จำนวนคนรวยและทรัพย์สินคนรวยที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และเกิดจากเงินต่อเงิน มีการนำเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากและสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้ในแต่ละปี ทรัพย์สินของคนรวยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นปีละ 10-12%

นายปรีดีกล่าวอีกว่า สายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ของธนาคารมีลูกค้าที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปประมาณ 9,200 ราย และมีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล 750,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2557 ที่มีลูกค้าประมาณ 8,500 คน มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล 727,000 ล้านบาท โดยธนาคารครองส่วนแบ่งตลาดถึง 41% และปีหน้า ธนาคารตั้งเป้ามีสินทรัพย์สายงานธุรกิจไพรเวทแบงก์ 800,000 ล้านบาท จากสิ้นปีนี้ 750,000 ล้านบาท และจำนวนลูกค้าแตะที่ 9,800 คน จากปีนี้ 9,200 คน

ด้าน น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนเลิกกิจการเดือน ต.ค.2558 ว่า มีห้างหุ้นส่วนบริษัททั่วประเทศจดทะเบียนเลิกรวมทั้งหมด 2,187 ราย เพิ่มขึ้น 33% เทียบกับการจดทะเบียนเลิกในเดือน ต.ค.2557 และเพิ่มขึ้น 16% เทียบกับเดือน ก.ย.2558 โดยมีเงินทุนจดทะเบียนเลิก 5,581 ล้านบาท ส่วนการจดทะเบียนเลิกช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 2558 มีจำนวน 14,000 ราย เพิ่มขึ้น 19% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจดทะเบียนเลิกในเดือน ต.ค.สูงขึ้นมาก เป็นผลจากการคุมเข้มในมาตรการจดทะเบียนธุรกิจค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมทั้งการยกเลิกโควตาของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งทำให้บางรายต้องเลิกกิจการและมีการเข้ามาจดทะเบียนเลิกในช่วงก่อนปลายปี เพราะไม่ต้องส่งงบการเงิน แต่การยกเลิกโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจะมีรายย่อยที่เข้ามาจดทะเบียนธุรกิจเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

“ยอดเลิกกิจการ 2,187 ราย พบว่าเป็นการเลิกของธุรกิจค้าสลาก 447 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่มีการจดทะเบียนเลิก 150 กว่าราย ซึ่งเห็นได้ว่ามาตรการในการดูแลธุรกิจค้าสลากฯของรัฐบาลได้ผล”

สำหรับสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการทั่วประเทศเดือน ต.ค.58 มีจำนวน 5,231 ราย ลดลง 3% เทียบกับเดือน ต.ค.57 และลดลง 1% เทียบกับเดือน ก.ย.58 โดยมีเงินทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 21,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดการจดทะเบียนจัดตั้งช่วง 10 เดือนปี 58 มีจำนวน 52,300 ราย เพิ่มขึ้น 1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าปีนี้ทั้งปี ยอดการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการทั้งปีจะได้ตามเป้าหมายที่ 60,000 รายแน่นอน

หมวดหมู่ของข่าว: 
แหล่งข่าว: 
ไทยรัฐ

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด