2548ปีแห่งข่าวเจาะ ทวงคืนกรรมสิทธิ์ผืนดิน ผืนป่า

สกู๊ปพิเศษ

ดูเหมือนว่าปัญหาการบุกรุกออกเอกสารสิทธิในพื้นที่สาธารณะของเครือข่ายกลุ่มทุนและนักการเมืองซึ่งมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย การที่จะไปหวังพึ่งกลไกของรัฐทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งนับวันจะน้อยลงทุกวัน

ท่ามกลางความสิ้นหวังของประชาชน สิ่งหนึ่งที่จะช่วยจรรโลงความถูกต้องเป็นธรรมได้ คือการทำหน้าที่อย่างแข็งขันของสื่อมวลชน

ปี 2548 เป็นอีกปีหนึ่งที่ ประชาชาติธุรกิจ ทำหน้าที่เปิดโปงพฤติกรรมของกลุ่มคนเหล่านั้น

เริ่มตั้งแต่การตีแผ่ขบวนการกว้านซื้อที่ดิน ฮุบป่าออกน.ส.3ก.อย่างมีเงื่อนงำของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในพื้นที่ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ตามด้วยการเปิดโปงการปั๊ม น.ส.3ก.อย่างพิสดารของบริษัทเครือข่ายตระกูลดังใน ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นข่าวที่ ประชาชาติธุรกิจ เกาะติดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 กระทั่งมีการแก้ไขเยียวยาจากหน่วยงานรัฐในปี 2548

เปิดโปงส.ค.1 บิน ฮุบป่าชุมพร

กรณีการออกเอกสารสิทธิใน จ.ชุมพรประชาชาติธุรกิจ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่ากลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมรายใหญ่แห่งหนึ่งรุกคืบเข้าไปกว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่โดยมีเป้าหมายขยายกิจการอุตสาหกรรมต่อจาก อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และดำเนินการออกเอกสารสิทธิอย่างมีเงื่อนงำ เนื่องจากพื้นที่ อ.ปะทิว ถูกทางการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ครอบคลุมทั้งอำเภอ นอกจากนี้พื้นที่บางส่วนยังเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าพรุ ป่าชายเลน และที่ดินสาธารณะ

ผู้สื่อข่าวสอบถามชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อน และจากการสืบค้นข้อมูลจากหน่วยราชการ พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิให้แก่บริษัท ปะทิวการเกษตร จำกัด บริษัท สหวิริยาพาณิชย์ จำกัด บริษัท วิจิตรภัณฑ์ฟาร์ม จำกัด และตระกูลไกรฤกษ์ โดย 2 รายแรกอยู่ในเครือข่ายยักษ์อุตสาหกรรม "สหวิริยา" รายที่สามเป็นเครือยักษ์รับเหมา "วิจิตรภัณฑ์ฯ"

หลังจากประมวลข้อมูลกระทั่งได้ข้อเท็จจริงว่า การออกเอกสารสิทธิทำเป็นขบวนการใหญ่ เกี่ยวข้องกับบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ อันประกอบด้วยเจ้าพนักงานที่ดิน ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น ได้แก่ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และกลุ่มเอกชนมีนายหน้าและนายทุน

กรรมวิธีก็คือ การกว้านซื้อใบ ส.ค.1 ในราคาใบละ 50,000-80,000 บาท จากนั้นนำ ส.ค.1 มาสวมสิทธิยื่นขอออก น.ส.3 ก.ในพื้นที่ที่กลุ่มทุนกว้านซื้อไว้ สุดท้ายก็ปั๊มออกมาเป็น น.ส.3 ก

"ประชาชาติธุรกิจ" ตรวจพบความผิดปกติหลายประการ อาทิ ที่ดินแปลงหนึ่งมีเอกสารสิทธิเป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 1470 ผู้ยื่นขอออก น.ส.3 ก. คือ นาย ก. ใช้หลักฐาน ส.ค.1 ของนาง ข. เนื้อที่ 25 ไร่ ปรากฏว่าเมื่อออกเป็น น.ส.3 ก. กลับมีเนื้อที่ถึง 42 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา มากกว่าจำนวนตามที่ระบุไว้ใน ส.ค.1 ถึง 17 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา

จุดผิดปกติประการสำคัญ ตรวจพบความผิดปกติของ "ตำแหน่งที่ดินใน ส.ค.1" กับ "ตำแหน่งที่ดินที่มีการรังวัด" ออก น.ส.3 ก. เช่น ในหลักฐาน ส.ค.1 ระบุตำแหน่งที่ดินว่า ทิศเหนือจดป่ารัฐบาล ทิศใต้จดที่ดินทำสนามตำบล ทิศตะวันออกจดทางเดินสาธารณะ ทิศตะวันตกจดลำห้วยและป่า

ทว่าในเอกสารการรังวัดของเจ้าหน้าที่กลับระบุว่า ทิศเหนือจดเขาดิน ทิศใต้ ทิศตะวันออกจดร่องน้ำสาธารณะและทิศตะวันตกจดทางสาธารณะ

เท่ากับว่าตำแหน่งที่ดินใน ส.ค.1 ซึ่งเป็นหลักฐานที่นำมาออกเอกสารสิทธิผิดไปจากตำแหน่งที่ดินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ขณะที่ดำเนินการออกเอกสารสิทธิ)

เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่ามีการใช้ ส.ค.1 ที่ทางการออกให้บนที่ดินแปลงอื่นเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว มาสวมทับออก น.ส.3 ก.บนที่ดินอีกแปลงหนึ่ง หรือเรียกว่า "ส.ค.1 บิน"

และจากการตรวจสอบการออก น.ส.3 ก.ในหลายแปลงๆ ก็พบความผิดปกติคล้ายๆ กัน

ปั๊ม น.ส.3 ก.พิสดาร จ.ราชบุรี

ในขณะที่ "ประชาชาติธุรกิจ" เดินหน้าเปิดโปงเงื่อนงำการออกเอกสารสิทธิใน จ.ชุมพร ชาวบ้าน จ.ราชบุรี จำนวนหนึ่งได้ร้องเรียนว่าในพื้นที่ ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ ก็มีการออกเอกสารสิทธิในลักษณะคล้ายกัน โดยนายทุนที่กว้านซื้อที่ดินคือบริษัท ชนม์เจริญ แอนด์ ซันส์ เอสเตท จำกัด ของเครือญาติตระกูลเจียรวนนท์ ยักษ์ธุรกิจข้ามชาติ

การสืบค้นพบว่ากรรมวิธีการออกเอกสารสิทธิคล้ายกรณีของบริษัทเครือสหวิริยา เริ่มจากใช้ชื่อชาวบ้านไปแจ้งความต่อสถานีตำรวจในพื้นที่ อ้างว่าทำหลักฐาน ส.ค.1 สูญหาย เสร็จแล้วนำหลักฐานไปขอคัดสำเนา ส.ค.1 ฉบับหลวงจากสำนัก งานที่ดิน แล้วยื่นคำร้องขอออกหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ เมื่อได้ น.ส.3 ก.แล้วได้จดทะเบียนโอนมาเป็นของบริษัท และนำไปจดจำนองกับสถาบันการเงิน ต่อมานำรังวัดเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน

ความผิดปกติ อาทิ โฉนดที่ดินเลขที่ 29211 นาย ก.ผู้ยื่นขอออก น.ส.3 ก.ใช้หลักฐาน ส.ค.1 เนื้อที่เพียง 12 ไร่ แต่เมื่อรังวัดออกเป็น น.ส.3 ก.แล้ว เนื้อที่ดินเพิ่มเป็น 37-3-10 ไร่ มากกว่าหลักฐานเดิมถึง 25-3-10 ไร่ เมื่อจดทะเบียนโอนมาเป็นของบริษัทชนม์เจริญฯ และนำไปยื่นรังวัดออกโฉนด ปรากฏเนื้อที่ดินกลับงอกเป็น 62-2-47 ไร่ มากกว่า น.ส.3 ก.ถึง 25 ไร่

หากนำเนื้อที่ตามหน้าโฉนดไปเปรียบเทียบกับเนื้อที่ตามหน้า ส.ค.1 พบว่ามีที่ดินเพิ่มขึ้นมาถึง 50 ไร่เศษ

ผู้สื่อข่าวนำเอกสารหลักฐาน ส.ค.1 ที่ใช้ออก น.ส.3 ก.ไปตรวจสอบกับชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าตำแหน่งที่ดินตามที่ระบุใน ส.ค.1 กับตำแหน่งที่ดินตามที่ออก น.ส.3 ก. และโฉนดอยู่ห่างกันถึง 10 กิโลเมตร

เมื่อสอบถามกำนันและชาวบ้านผู้ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารการรังวัดที่ดิน ต่างยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างด้วยเงินเพียงไม่กี่หมื่นบาท

ขณะเดียวกันเมื่อนำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหารถ่ายไว้เมื่อ 30 ปีก่อน มาเทียบกับที่ดินที่ถูกครอบครองโดยบริษัทชนม์เจริญฯ พบมีสภาพเป็นป่าเขามาก่อน

ทำให้น่าเชื่อว่าที่ดินของบริษัทตระกูลดังอาจใช้ "ส.ค.1 บิน

บทสรุปจากการนำเสนอข่าวอย่างเจาะลึกของ "ประชาชาติธุรกิจ" ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ในกรณี จ.ชุมพร มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบทั้งในระดับกรมที่ดินและระดับจังหวัด กระทั่งสรุปผลว่ามีการเพิกถอน น.ส.3 ก.แล้ว 7 แปลง อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบเพิกถอนอีกนับพันไร่ เจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการถูกย้ายและถูกสอบสวนเอาผิดกราวรูด

ขณะที่กรณี จ.ราชบุรี ที่ดินแปลงหนึ่งถูกศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 ว่าออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ และให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด คืนกรรมสิทธิ์ให้แก่ชาวบ้าน ในขณะที่ที่ดินที่เหลืออีกหลายพันไร่ในสองจังหวัดกำลังถูกตรวจสอบอย่างขนานใหญ่จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และจากกรมที่ดิน

19 ปีทุนการเมืองฮุบป่ากะปง-พังงา

ในช่วงเดือนสิงหาคม "ประชาชาติธุรกิจ" ยังได้แกะรอยและรวบรวมข้อมูลปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ อ.กะปง จ.พังงา และได้นำเสนอสกู๊ปข่าวพิเศษเรื่อง "เจาะขบวนการรุกป่ากะปง 3 หมื่นไร่" มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งนำมาสู่การออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการปั๊มเอกสารสิทธิฉาว

โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2548 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะเจ้าของคดีพิเศษ ได้ขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา 15 คน และนิติบุคคล 1 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท อินเตอร์ปาล์มออยล์ อินดัสทรีส์ จำกัด 2.นายสุนทร ปานแสงทอง 3.นายวิสุทธิ์ พัธโนทัย 4.นายธนพล อินทนันท์ 5.นายสุวพลหรือยาเดช อินทวงศ์ 6.นายกริชเพชร ทาแดง หรือนายกริชรณเพชร ภาดาแดง 7.นายปรีชา เกตุสวัสดิ์ 8.นางประภาพรณ์ บัวบูชา หรือผานิตสุวรรณ

9.น.ส.สุนีย์ ภิญญภาพ 10.นายกนก ส่งสัมพันธ์ 11.นายสมควร ตันนาภัย (นักธุรกิจใหญ่เมืองภูเก็ต) 12.นายสมปอง ตันนาภัย 13.นายไสว แก้วตาทิพย์ 14.นายอำนาจ ศุภผล 15.นายสนุ่น ทับถวิล (อดีตนายอำเภอกะปง ผู้ลงนามออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.) และ 16.นายวัฒนา อัศวเหม (อดีต รมช. มหาดไทยปี 2531-2534)

ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินคดีนั้น คาดว่าในช่วงกลางเดือนมกราคม 2549 ดีเอสไอจะสรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการเพื่อพิจารณาส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาลอตแรกทั้ง 16 ราย นอกจากนี้ยังมีข้าราชการในหลายกรม ทั้งที่ยังรับราชการอยู่และเกษียณไปแล้ว มีส่วนเกี่ยวพันกับการปั๊มโฉนดป่ากะปงให้นายทุนติดบ่วงอีกหลายคน ซึ่งดีเอสไออยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับเพิ่มในปี 2549

นอกจากผลในทางคดีแล้วการยึดคืนที่ดินก็เริ่มสัมฤทธิผลเช่นกัน

ล่าสุดนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อธิบดีกรมที่ดิน ได้มีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.ที่ออกโดยมิชอบในเขตพื้นที่อำเภอกะปงแล้ว 3 ครั้ง จำนวน 312 แปลง จากจำนวนการตรวจสอบครั้งนี้ 610 แปลง ได้แก่ คำสั่งที่ 3127/2548 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 จำนวน 28 แปลง ในพื้นที่ตำบลเหล คำสั่งที่ 3319/2548 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน จำนวน 235 แปลง ในพื้นที่ตำบลเหล

และคำสั่งที่ 3320/2548 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 จำนวน 69 แปลง ในพื้นที่ตำบลท่านา ซึ่งยังคงเหลือ น.ส.3 ก.อีก 278 แปลงอยู่ในกระบวนการเพิกถอนให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2548

ทั้งนี้ บริษัท อินเตอร์ปาล์มออยล์ อินดัสทรีส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของนายวัฒนา อัศวเหม ถือสิทธิครบอครอง น.ส.3 ก.จำนวน 420 แปลง เนื้อที่ 9,876 ไร่ ส่วน น.ส.3 ก.อีกประมาณ 190 แปลง มีชาวบ้านและเอกชนถือสิทธิครอบครองอยู่

นี่คือความสำเร็จในการยึดคืนที่ดินและผืนป่าจากนายทุนให้กลับมาเป็นสมบัติส่วนรวม นับเป็นคดีประวัติศาสตร์เพราะที่ดินนับหมื่นไร่ถูกนายทุนยึดครองนานถึง 19 ปี

นอกจากคดีรุกป่ากะปงจะส่งผลสะเทือนโดยตรงกับกลุ่มนายทุนและข้าราชการกังฉินแล้ว ยังพ่นพิษลามไปสู่สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้อีกด้วย ซึ่งเมื่อต้นปี 2548 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม และพวก เป็นจำเลยผิดสัญญาจำนอง กู้ยืม และค้ำประกัน จำนวน 12 คดี ทุนทรัพย์ประมาณ 1.1 ล้านบาท โดยใช้ที่ดิน น.ส.3 ก.นับหมื่นไร่ในพื้นที่ตำบลเหล ตำบลรมณีย์ ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาประนีประนอมยอมความกันอยู่ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสถาบันการเงินไทย

แฉต่างชาติยึดที่ดินเกาะสมุย

สำหรับกรณีล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2548 "ประชาชาติธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่สำรวจภาวะการลงทุน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งพบว่าภาคการท่องเที่ยว โรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เติบโตอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยคาดว่าตลอดปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะสมุยไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน และสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 15,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ธุรกิจดาวรุ่งที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมากบนเกาะสมุยในเวลานี้ก็คือ ธุรกิจอสังหาริม ทรัพย์และการก่อสร้าง โดยเฉพาะการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ หรือ luxury villa ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งเกาะ โดยยืนยันได้เป็นอย่างดีจากสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทบนเกาะสมุยในช่วง 10 เดือนของปี 2548 จำนวน 1,060 บริษัท ซึ่งมีบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากถึง 725 บริษัท

ทั้งนี้เกือบ 100% เป็นการดำเนินการโดยชาวต่างชาติทั้งสิ้น เช่น ชาวอังกฤษ เยอรมัน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย ฮ่องกง เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ได้เข้ามาปักหลักและกว้านซื้อที่ดินทั้งที่เกาะสมุย เกาะพะงัน ไว้เกือบหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลจากการลงทุนที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดและเติบโตอย่างไร้ทิศทาง จึงทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา นับตั้งแต่ปัญหาสาธารณูปโภครองรับไม่เพียงพอ เช่น ไฟฟ้า การจราจรติดขัด และปัญหาน้ำขาดแคลนในช่วงฤดูแล้ง

แต่ปัญหาสำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือ มีการบุกรุกครอบครองที่ดินสาธารณะ ชายหาด และภูเขา กันอย่างกว้างขวาง เพราะที่ดินบนเกาะสมุยหายากและมีราคาสูง

นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างบ้าน รีสอร์ตบนภูเขากีดขวางทางน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เกาะสมุยเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และเรื่องที่ยังต้องจับตากันต่อไปในปี 2549 ก็คือ การตรวจสอบปัญหาการออกเอกสารสิทธิมิชอบในพื้นที่เกาะสมุย ซึ่งที่ดินเหล่านี้ได้ตกไปอยู่ในอุ้งมือชาวต่างชาติเกือบหมดแล้ว

การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของ "ประชา ชาติธุรกิจ" เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 ข่าว "ชันสูตรที่ดินเน่า ชุมพร-ราชบุรี ทุนยักษ์กว้านที่ ฮุบป่าหมื่นไร่ ปั๊ม น.ส.3 ก.พิสดาร" ได้รับรางวัลการทำข่าวทุจริตเชิงสืบสวนยอดเยี่ยม จากองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย

ล่วงเข้าปี 2549 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ "ประชาชาติธุรกิจ" ทำหน้าที่อย่างแข็งขันต่อไป

2 ม.ค. 49

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด