'อาหารจีเอ็มโอ'เสี่ยงวันนี้ .. ไม่ต้องรอวันหน้า

สิ่งแวดล้อม

คำเตือนเกี่ยวกับพิษภัยของอาหารจีเอ็มโอ ยังเป็นที่สงสัยของคนทั่วไปเสมอ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่า อาหารจีเอ็มโอซึ่งเกิดจากการคิดค้นของมนุษย์

โดยอาศัยวิทยาการอันก้าวหน้ามาปรุงแต่งให้พันธุ์พืชที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม มีคุณสมบัติที่ "เหนือชั้น" กว่าอาหารตามธรรมชาติทั่วไป จะมีพิษภัยและเป็นโทษกับร่างกายของคนเราอย่างไร ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับอาหารจีเอ็มโอและพยายามทดลองและพิสูจน์ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งความคลุมเครือนี้เป็นเหตุผลให้อาหารจีเอ็มโอยังคงผลิตและขายได้ต่อไป ขณะเดียวกันขบวนการคิดค้นอาหารจีเอ็มโอใหม่ๆ ก็ยังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งแต่อย่างใด

ยังคงมีผลผลิตถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ข้าวจีเอ็มโอ ข้าวโพดจีเอ็มโอ มะละกอจีเอ็มโอ ออกสู่ท้องตลาดแพร่กระจายไปทั่วโลก สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำจำนวนมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมผู้ผลิต

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มคนที่ต่อต้านและไม่ยอมรับอาหารจีเอ็มโอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ผู้บริโภคมีพลังเข้มแข็งก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยุโรป หรืออียู รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นเอง ล้วนปฎิเสธอาหารจีเอ็มโอ เนื่องจากไม่ไว้วางใจว่าอาหารประเภทนี้และเกรงว่าจะมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อประชาชนในภายภาคหน้าหรือไม่ ขณะที่ประเทศไทยเอง ในภาครัฐเริ่มมีการตื่นตัวเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากการเรียกร้องของกลุ่มเอ็นจีโอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ผู้ผลิตอาหารที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบจากพืชจีเอ็มโอ จะต้องติดฉลากแจ้งให้ผู้บริโภคทราบ

ขณะที่ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศ ได้พยายามค้นหาความเสี่ยงต่อสุขภาพของอาหารจีเอ็มโอ ดร.ลอริน แปง นักสาธารณสุขศาสตร์แห่งฮาวาย ซึ่งติดตามศึกษาเรื่องราวและผลกระทบจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมชนิดนี้ และได้มาบรรยายเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการบริบริโภคอาหารจีเอ็มโอ ณ ประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้กล่าวว่า การที่พืชจีเอ็มโอเกิดจากขบวนการพันธุวิศวกรรม พืชจีเอ็มโอมีองค์ประกอบ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ยีนที่เป็นโปรตีนหุ้ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกไวรัส (ขบวนการตรงนี้เรียกว่า Promoter Exchange หรือเรียกอีกแบบก็ได้ว่า Coat Protein ) 2.ยีนจากพืชต่างๆ ( DNA Genes) ซึ่งเป็นยีนตัวหลัก และ 3.ยีนแสดงเครื่องหมาย ( Maker genes ) โดยนักวิทยาศาสตร์จะยิงยีนโปรตีนหุ้มไวรัสและยีนแสดงเครื่องหมายเข้าไปในดีเอ็นเอยีนของพืชที่ต้องการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งจะมีผลทำให้พืชที่ออกมามีคุณสมบัติตามที่ต้องการ เช่น มะละกอฮาวายจะมีคุณสมบัติไวรัสใบด่างวงแหวน หรือมีคุณสมบัติต้านทานแมลง อย่างฝ้ายบีที เป็นต้น

"โดยตัว Promoter เป็นหัวใจหลักของการตัดต่อยีน เพราะจะเป็นตัวปิดเปิดสวิตช์ให้ยีนทำงานรับเอา Coat Protein ที่ใส่เข้าไปในยีนของพืชที่ต้องการทำจีเอ็มโอ ทีนี้ปัญหาคือ ตัว Promoter นี้ มีคุณสมบัติเปิดสวิตช์ยีนทุกตัวแบบไม่เลือก ซึ่งบางทีอาจรวมทั้งยีนของเซลล์มะเร็งด้วย เคยมีนักวิทยาศาสตร์บางคนอยากช่วยเหลือเด็กอายุ 5 ขวบ ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันตั้งแต่กำเนิด ก็ใช้วิธียิงยีนที่เป็น Promoter นี้เข้าไป เพื่อให้ร่างกายรับยีนที่จะไปสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่ปรากฎว่า 2 เดือนหลังจากนั้น เด็กคนนั้นกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผลจากตัว Promoter ที่ใส่เข้าไปในร่างกาย มันเข้าไปเปิดสวิตช์เซลล์มะเร็งเข้า" ดร.ลอรินกล่าว

องค์ประกอบของขบวนการตัดต่อยีนอาหารจีเอ็มโออีกตัว คือ Marker Genes ซึ่งเป็นตัวแสดงหรือเป็นเครื่องหมายว่าการยิงยีนไวรัสเข้าไปในดีเอ็นเอของพืชประสบความสำเร็จ ซึ่ง ดร.ลอริน อธิบายว่า ปกติตัว Marker Genes นี้ปกติจะเป็นสารต้านทานยาปฏิชีวนะ ส่วนใหญ่จะเป็นยาเตตร้าซัยคลิน ซึ่งถือว่าเป็นยาครอบจักรวาลรักษาโรคพื้นฐานได้เกือบทั้งหมด การแสดงผลว่าการตัดต่อพันธุกรรมในขั้น Promoter สำเร็จนั้น จะออกมาในลักษณะที่สารต้านทานนี้ไม่สามารถทำลายไวรัสที่ยิงเข้าไปยีนดีเอ็นของพืชได้ ก็เป็นเครื่องหมายว่าการทำจีเอ็มโอได้ผล

"ในการทดลองบางครั้งยีนที่ใส่เข้าไปทั้งหมดจะไปหยุดยีนสำคัญในร่างกาย และบางครั้งโปรโมเตอร์ที่เป็นตัวเปิดสวิตช์เซลล์ในร่างกายจะแสดงผลหลายชุด หรือไปอยู่ในสายยีนอื่นๆ ในร่างกายโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เคยมีนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ทดลองใส่ยีนแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายของหนู ซึ่งหลังจากนั้น 2 ชั่วโมงมันจะเริ่มแสดงผล และอีก 6 ชั่วโมงต่อมา ยีนตัวนี้เข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลืองและเลือดในทางการแพทย์จึงเป็นห่วงมากเรื่องการใช้ตัวโปรโมเตอร์ และจะไม่ใช้จนกว่าจะแน่ใจและหาวิธีควบคุมมันได้" ดร.ลอรินกล่าว

นักวิทยาศาตร์รายนี้กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คุณสมบัติการของการเป็นพืชจีเอ็มโอ ยังไม่มีลักษณะที่เรียกว่า "กลายพันธุ์" โดยหากเข้าไปอยู่ส่วนใดในเซลล์ของพืชหรือมนุษย์ พืชจีเอ็มโอก็ยังคงสภาพโครงสร้างหลัก ที่ประกอบด้วย ไวรัส ดีเอ็นเอของพืช และยีนมาร์กเกอร์ที่เป็นยาปฎิชีวนะ ไม่กลายสภาพ เป็นอื่น "เราพบว่าโครงสร้างของพืชจีเอ็มโอจะเป็นลักษณะอย่างนี้ เช่น มีรูปร่างแบบ " ++++***--- " ซึ่งมันจะคงสภาพอยู่อย่างนี้ ไม่มีการสลับที่หรือแปลงสภาพเป็นอย่างอื่น แม้ว่าเราจะใส่โครงสร้างนี้เข้าไปพืชชนิดอื่นๆ หรือเข้าไปในสัตว์ทดลอง เราก็จะพบลักษณะโครงสร้างความเป็นจีเอ็มโอแบบนี้เหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวหากเข้าไปในร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ คุณสมบัติของตัว Promoter ที่เข้าไปเปิดสวิตช์ในร่างกาย อย่างที่บอก การกินอาหารจีเอ็มโอเข้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มีความเสี่ยงแค่ไหน แม้ว่าจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ในวันนี้ แต่วันข้างหน้าก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเรากินอาหารจีเอ็มโอที่มีไวรัสเป็นองค์ประกอบ เช่น มะละกอจีเอ็มโอ เป็นต้น เข้าไปในร่างกาย"

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาคำตอบเรื่องความปลอดภัยของพืชจีเอ็มโอ ยังพบข้อสงสัยอีกว่า อาหารจีเอ็มโออาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์พบว่าโปรตีนหุ้มไวรัสใบด่างวงแหวนฯ ที่ยิงเข้าไปในมะละกอ มีลำดับคล้ายคลึงกับสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในมนุษย์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องศึกษาหาความจริงต่อไป

"ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา พลเมืองในสหรัฐป่วยเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะที่คนผลิตพืชจีเอ็มโอยังเถียงว่าถ้าอาหารจีเอ็มโอไม่ปลอดภัยจริงคงเห็นผลแล้ว แม้เราจะเห็นคนเป็นมะเร็ง หอบหืด โรคอ้วนมาก แต่บอกไม่ได้ว่ามาจากจีเอ็มโอหรือไม่ เพราะอาหารจีเอ็มโอในสหรัฐไม่ได้ติดฉลาก บางครั้งกว่าที่จะรู้ผลผลิตภัณฑ์ยาบางชนิดว่าเป็นอันตรายหรือไม่ อาจต้องใช้เวลา 40-50 ปี จีเอ็มโอก็ทำนองเดียวกันกว่าจะรู้ว่ามีอันตรายก็อาจไม่ใช่ในรุ่นเรา แต่ไปปรากฏในรุ่นลูกรุ่นหลาน" ดร.ลอรินกล่าว

-----------

โค้ดคำพูด

"ตัว Promoter ที่อยู่ในขั้นตอนตัดต่อยีนของจีเอ็มโอ นี้มีคุณสมบัติเปิดสวิตช์ยีนทุกตัวในร่างกายแบบไม่เลือก ซึ่งบางทีอาจรวมทั้งยีนของเซลล์มะเร็งด้วย"

---------------

ล้อมกรอบ

มะละกอจีเอ็มโอในฮาวาย

ฮาวาย มลรัฐหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เป็นสถานที่แรกที่ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักมะละกอจีเอ็มโอ ในนามของมะละกอฮาวาย เดิมทีแม้ว่าจะเป็นชาวฮาวายที่เห็นมะละกอจีเอ็มโอปลูกกันดาษดื่นมาเป็นเวลานาน แต่ ดร.ลอริน แปง ผู้นี้ก็ไม่เคยข้องใจสงสัยเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยของพืชดัดแปลงพันธุกรรมชนิดนี้ จนกระทั่งได้มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพืชจีเอ็มโอ ได้เรียกร้องให้เขาช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรมจากเจ้าของพันธุ์พืชชนิดนี้เข้า โดยการเรียกร้องนี้มีไปถึงสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ หรือที่เรียกว่า FDA และประเด็นพุ่งเป้าไปที่ให้มีการศึกษาวิจัยความปลอดภัยของพืชจีเอ็มโออย่างจริงจัง แต่คำเรียกร้องดังกล่าวนี้ถูกปฏิเสธจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอ้างเหตุผลว่าจีเอ็มโอนั้นใช้หลักชีวภาพในการทำผลผลิต ไม่ใช่ยา จึงไม่จำเป็นต้องเข้มงวดมาก หรือเข้าข่ายต้องตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด ส่วนผู้ผลิตอาหารจีเอ็มโอ ก็อ้างว่าอาหารทุกชนิดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงได้ทั้งนั้น จีเอ็มโอก็เป็นเช่นนั้นได้เหมือนกัน แต่ในความเห็นของคนที่ปฏิเสธมองว่าจีเอ็มโอจะมีโอกาสทำให้เกิด Side Effect ได้มากกว่าพืชปกติ

"ผมเริ่มศึกษาเรื่องจีเอ็มโอนี้อย่างจริง เมื่อราว 5 ปีที่แล้ว เพราะมีคนร้องให้ช่วยเรียกร้องกับรัฐบาลเรื่องนี้ แต่จนบัดนี้ก็ไม่เป็นผล ในสหรัฐยังไม่มีข้อบังคับเรื่องฉลากจีเอ็มโอ แตกต่างจากยุโรปซึ่งปัญหานี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้จะมีการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเอฟดีเอ ไม่มีการโต้แย้งกับอาหารจีเอ็มโอเลยหรือ และปล่อยให้เป็นไปตามภาคอุตสาหกรรมอย่างนั้นหรือ เรื่องจีเอ็มโอเป็นสิ่งที่บ่งบอกความล้มเหลวขององค์การอาหารและยาของสหรัฐ แม้ว่าตอนนี้จะมีประชาชนบางส่วนที่ตื่นตัวในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่มากนัก ไม่เหมือนในยุโรป"

ดร.ลอรินเล่าว่า ที่ผ่านมาการปลูกมะละกอจีเอ็มโอในฮาวายเป็นแบบเปิดมากที่สุด ไม่ต้องบอกว่าแปลงตรงไหนปลูกมะละกอจีเอ็มโอ ไม่สามารถระบุได้ เพราะปลูกกันเยอะไปหมด เนื่องจากประชาชนไม่รู้ว่าพืชที่เขาปลูกเป็นจีเอ็มโอ เมื่อมีคนเอาเมล็ดมาให้เขาก็ปลูกไป โดยที่ไม่รู้ว่าพืชจีเอ็มโอจะมีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

"การปลูกในแปลงเปิด ทำให้พืชจีเอ็มโอสามารถปนเปื้อนในดิน ลม ขยะเปียก ทุกรูปแบบ รวมทั้งคนงานที่อยู่ในไร่นาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างไม่สามารถควบคุมได้ และต่อมาแม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าพืชที่เขาปลูกเป็นจีเอ็มโอ แต่เขาก็ยังต้องทำ ก็เพราะนั่นทำให้เขามีงานทำ" ดร.ลอรินกล่าว

มุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์จีเอ็มโอในประเทศไทย ดร.ลอรินบอกว่า "ผมคิดว่าประเทศไทยยังมีโอกาส เพราะยังไม่มีพืชจีเอ็มโอมากนัก ถ้าเรามองว่าบุหรี่อันตรายมาก แต่จีเอ็มโออันตรายมากกว่า เพราะบุหรี่หยุดได้ แต่จีเอ็มโอมันมีกำไรมากกว่า มีเงินผลประโยชน์มหาศาล มันจึงหยุดไม่ได้"

------------

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด