กก.สิทธิฯกดดันรัฐล้มโต๊ะถกเอฟทีเอเปิดลงประชามติ

สิทธิมนุษยชนฯ เดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ หลังพบถูกเอาเปรียบ กระบวนการเจรจาไม่โปร่งใส ขัดหลักธรรมาภิบาล เข้าข่ายขัดรธน. วอนองค์กรอื่นๆ ร่วมตรวจสอบ ชงให้ศาลรธน.และศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัย ด้านนายกฯ โปรยยาหอมอีก 3 ปี ประชาชนอยู่ดีกินดี

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ม.ค.49 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเรื่อง ?การเจรจาทำความตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี (เอฟทีเอ) ของประเทศไทย?โดย นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิฯ แถลงว่า ตามที่รัฐบาลกำหนดนโยบายที่จะใช้การเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีเป็นกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยได้แถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภา และกำลังเจรจากับประเทศต่างๆ กว่า 10 ประเทศ

ทั้งนี้จากการติดตามและวิเคราะห์การเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ ซึ่งมีการเจรจารอบที่ 6 ไปเมื่อต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิฯ ตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการเจรจาว่าเป็นการนำกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มาขยายบังคับใช้กับประเทศไทย ผ่านการทำความตกลงเขตการค้าเสรี ซึ่งเป็นการละเมิดและลิดรอนสิทธิอธิปไตยของชาติ ทั้งในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกระบวนการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ขาดความโปร่งใส ขัดต่อหลักการธรรมาภิบาล ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และจุดยืนท่าทีการเจรจาของประเทศไทยให้ประชาชนทั่วไปทราบ

นายเสน่ห์ กล่าวย้ำว่า คณะกรรมการสิทธิฯ มีข้อเสนอแนะและเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกระบวนการเจรจาจัดทำเอฟทีเอระหว่างไทย-สหรัฐฯ ใน 5 ประเด็น คือ

1.ชะลอหรือยุติการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ไว้ก่อน จนกว่าจะได้มีการศึกษาผลกระทบทั้งในทางบวกและลบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ที่สำคัญต้องปรับเปลี่ยนกติกาการเจรจาให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาค ไม่ถูกบังคับให้ยอมรับข้อเรียกร้องโดยอ้างแต่ข้อกำหนดในกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ

2.ให้เปิดเผยข้อเรียกร้องทั้งหมดของสหรัฐฯ ต่อสาธารณะ เพราะการเปิดเผยข้อมูลไม่ส่งผลกระทบต่อท่าที หรือกลยุทธ์การเจรจาของฝ่ายไทย ในทางกลับกันการปกปิดข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไว้เป็นความลับจะยิ่งทำให้เกิดคำถามข้อสงสัย และความไม่ไว้วางใจต่อผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ หรือต้องเสียมากยิ่งขึ้น และประเทศไทยควรยกเลิกข้อสัญญารักษาความลับในการเจรจาที่ทางสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ไทยถือปฏิบัติตั้งแต่การเจรจารอบที่ 1

3.ให้ประชาชนและรัฐสภามีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาอย่างเต็มที่ เพราะเป็นการปฏิบัติตามข้อบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แล้วเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาของไทย ช่วยแก้ไขปัญหาความเสียเปรียบในอำนาจการเจรจาอีกทางหนึ่งด้วย

4.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจลงนามความตกลงเอฟทีเอ โดยการออกเสียงประชามติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 214

และ 5.การที่ประเทศไทยจะผูกพันตามสนธิสัญญาจำเป็นต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันโดยต้องไม่กำหนดเวลาในการให้สัตยาบัน เพื่อเปิดให้องค์กรรัฐสภา ประชาชน และรัฐบาล ได้มีโอกาสและส่วนร่วมในการพิจารณารายละเอียดเนื้อหาในความตกลงเอฟทีเออย่างรอบคอบ

นายเสน่ห์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการสิทธิฯ จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจติดตามตรวจสอบการทำเอฟทีเอของไทย โดยศึกษารายละเอียดของเนื้อหาข้อเจรจา การศึกษากฎหมายภายในของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอข้อมูล ข้อเสนอแนะต่อประชาชนและรัฐบาลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการบริหารประเทศเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องทำตามรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม หากรัฐบาลยังเงียบและไม่ออกมาแสดงจุดยืนและยืนยันที่จะดำเนินการต่อไป จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเรียกร้องมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กรรมการสิทธิฯ ไม่มีอำนาจที่จะเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือศาลปกครองพิจารณา ดังนั้นจึงต้องให้องค์กรอื่นทำหน้าที่นี้แทน

ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน จ.ชลบุรี วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ?การพัฒนาศักยภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้าน/ชุมชน (เอสเอ็มแอล)? พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่องเอสเอ็มแอลกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีประธานเอสเอ็มแอล ประธานกองทุนหมู่บ้าน ประธานเครือข่ายโอท็อป ประธานเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้แทนสถาบันการศึกษา และสถาบันการเงินกว่า 3,000 คน เข้าร่วม

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวย้ำกับผู้นำชุมชนให้ยึดแนวทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสให้กับท้องถิ่นตัวเอง ? ในการใช้งบเอสเอ็มแอล ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรให้ทุกปีต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนมีพลังอำนาจในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของตัวเอง พร้อมยืนยันจะไม่เป็นผู้นำตามกฎหมาย แต่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และอีก 3 ปีจากนี้ไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประชาชนจะอยู่ดีและกินดีที่สุด?

ด้าน พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศนำระบบเอสเอ็มแอลมาให้ประชาชนได้ใช้ความคิดของตัวเองพัฒนาหมู่บ้านตามวัตถุประสงค์ของแต่ละชุมชน ซึ่งโครงการเอสเอ็มแอลจะช่วยเพิ่มศักยภาพของชุมชน เป็นหนึ่งในโครงการแก้ปัญหาความยากจน ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชนจะเป็นผู้ประเมินผลการดำเนินการโครงการเอสเอ็มแอลในแต่ละชุมชนว่ามีผลคุ้มค่าแค่ไหน โดยมหาดไทยจะจัดประชุมสัมมนากำหนดรูปแบบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน วันที่ 29 ม.ค.นี้ ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ เพื่อเน้นย้ำผลักดัน และเร่งรัดให้กลไกการปฏิบัติงานแก้จนในระดับพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทย เป็นไปอย่างต่อเนื่องเข้มข้น เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ พล.อ.อ.คงศักดิ์ ยังกล่าวยอมรับว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถนำ ?อาจสามารถโมเดล? ไปใช้แก้ปัญหาความยากจนได้ เพราะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะด้านศาสนา
สิทธิมนุษยชนฯ เดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ หลังพบถูกเอาเปรียบ กระบวนการเจรจาไม่โปร่งใส ขัดหลักธรรมาภิบาล เข้าข่ายขัดรธน. วอนองค์กรอื่นๆ ร่วมตรวจสอบ ชงให้ศาลรธน.และศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัย ด้านนายกฯ โปรยยาหอมอีก 3 ปี ประชาชนอยู่ดีกินดี

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ม.ค.49 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเรื่อง ?การเจรจาทำความตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี (เอฟทีเอ) ของประเทศไทย?โดย นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิฯ แถลงว่า ตามที่รัฐบาลกำหนดนโยบายที่จะใช้การเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีเป็นกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยได้แถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภา และกำลังเจรจากับประเทศต่างๆ กว่า 10 ประเทศ

ทั้งนี้จากการติดตามและวิเคราะห์การเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ ซึ่งมีการเจรจารอบที่ 6 ไปเมื่อต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิฯ ตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการเจรจาว่าเป็นการนำกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มาขยายบังคับใช้กับประเทศไทย ผ่านการทำความตกลงเขตการค้าเสรี ซึ่งเป็นการละเมิดและลิดรอนสิทธิอธิปไตยของชาติ ทั้งในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกระบวนการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ขาดความโปร่งใส ขัดต่อหลักการธรรมาภิบาล ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และจุดยืนท่าทีการเจรจาของประเทศไทยให้ประชาชนทั่วไปทราบ

นายเสน่ห์ กล่าวย้ำว่า คณะกรรมการสิทธิฯ มีข้อเสนอแนะและเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกระบวนการเจรจาจัดทำเอฟทีเอระหว่างไทย-สหรัฐฯ ใน 5 ประเด็น คือ

1.ชะลอหรือยุติการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ไว้ก่อน จนกว่าจะได้มีการศึกษาผลกระทบทั้งในทางบวกและลบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ที่สำคัญต้องปรับเปลี่ยนกติกาการเจรจาให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาค ไม่ถูกบังคับให้ยอมรับข้อเรียกร้องโดยอ้างแต่ข้อกำหนดในกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ

2.ให้เปิดเผยข้อเรียกร้องทั้งหมดของสหรัฐฯ ต่อสาธารณะ เพราะการเปิดเผยข้อมูลไม่ส่งผลกระทบต่อท่าที หรือกลยุทธ์การเจรจาของฝ่ายไทย ในทางกลับกันการปกปิดข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไว้เป็นความลับจะยิ่งทำให้เกิดคำถามข้อสงสัย และความไม่ไว้วางใจต่อผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ หรือต้องเสียมากยิ่งขึ้น และประเทศไทยควรยกเลิกข้อสัญญารักษาความลับในการเจรจาที่ทางสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ไทยถือปฏิบัติตั้งแต่การเจรจารอบที่ 1

3.ให้ประชาชนและรัฐสภามีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาอย่างเต็มที่ เพราะเป็นการปฏิบัติตามข้อบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แล้วเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาของไทย ช่วยแก้ไขปัญหาความเสียเปรียบในอำนาจการเจรจาอีกทางหนึ่งด้วย

4.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจลงนามความตกลงเอฟทีเอ โดยการออกเสียงประชามติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 214

และ 5.การที่ประเทศไทยจะผูกพันตามสนธิสัญญาจำเป็นต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันโดยต้องไม่กำหนดเวลาในการให้สัตยาบัน เพื่อเปิดให้องค์กรรัฐสภา ประชาชน และรัฐบาล ได้มีโอกาสและส่วนร่วมในการพิจารณารายละเอียดเนื้อหาในความตกลงเอฟทีเออย่างรอบคอบ

นายเสน่ห์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการสิทธิฯ จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจติดตามตรวจสอบการทำเอฟทีเอของไทย โดยศึกษารายละเอียดของเนื้อหาข้อเจรจา การศึกษากฎหมายภายในของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอข้อมูล ข้อเสนอแนะต่อประชาชนและรัฐบาลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการบริหารประเทศเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องทำตามรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม หากรัฐบาลยังเงียบและไม่ออกมาแสดงจุดยืนและยืนยันที่จะดำเนินการต่อไป จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเรียกร้องมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กรรมการสิทธิฯ ไม่มีอำนาจที่จะเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือศาลปกครองพิจารณา ดังนั้นจึงต้องให้องค์กรอื่นทำหน้าที่นี้แทน

ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน จ.ชลบุรี วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ?การพัฒนาศักยภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้าน/ชุมชน (เอสเอ็มแอล)? พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่องเอสเอ็มแอลกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีประธานเอสเอ็มแอล ประธานกองทุนหมู่บ้าน ประธานเครือข่ายโอท็อป ประธานเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้แทนสถาบันการศึกษา และสถาบันการเงินกว่า 3,000 คน เข้าร่วม

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวย้ำกับผู้นำชุมชนให้ยึดแนวทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสให้กับท้องถิ่นตัวเอง ? ในการใช้งบเอสเอ็มแอล ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรให้ทุกปีต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนมีพลังอำนาจในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของตัวเอง พร้อมยืนยันจะไม่เป็นผู้นำตามกฎหมาย แต่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และอีก 3 ปีจากนี้ไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประชาชนจะอยู่ดีและกินดีที่สุด?

ด้าน พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศนำระบบเอสเอ็มแอลมาให้ประชาชนได้ใช้ความคิดของตัวเองพัฒนาหมู่บ้านตามวัตถุประสงค์ของแต่ละชุมชน ซึ่งโครงการเอสเอ็มแอลจะช่วยเพิ่มศักยภาพของชุมชน เป็นหนึ่งในโครงการแก้ปัญหาความยากจน ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชนจะเป็นผู้ประเมินผลการดำเนินการโครงการเอสเอ็มแอลในแต่ละชุมชนว่ามีผลคุ้มค่าแค่ไหน โดยมหาดไทยจะจัดประชุมสัมมนากำหนดรูปแบบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน วันที่ 29 ม.ค.นี้ ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ เพื่อเน้นย้ำผลักดัน และเร่งรัดให้กลไกการปฏิบัติงานแก้จนในระดับพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทย เป็นไปอย่างต่อเนื่องเข้มข้น เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ พล.อ.อ.คงศักดิ์ ยังกล่าวยอมรับว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถนำ ?อาจสามารถโมเดล? ไปใช้แก้ปัญหาความยากจนได้ เพราะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะด้านศาสนา

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด