25 ม.ค. 49
สอท.ชี้ยอดรถปี 2549 หดเหลือ 5.5% จากปีก่อน 12.3% คาด 7.4 แสนคัน แต่ส่งออกยังขยายตัว 5.5 แสนคัน จี้รัฐถกเอฟทีเอสหรัฐเปิดตลาดปิกอัพมั่นใจฟอร์ดปิดฐานอเมริกาเหนือย้ายมาเอเชีย
นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะกรรมการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยแนวโน้มตลาดรถยนต์ในประเทศจะขยายตัวลดลงเรื่อยๆ โดยปีนี้คาดยอดขาย 7.4 แสนคัน ส่งออก 5.5แสน รวมจำนวนการผลิต 1.3 ล้านคัน ขยายตัวตามจีดีพีของประเทศประมาณ 5-5.5% ลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัวถึง 12.3% เนื่องจากความต้องการใช้รถยนต์ในประเทศเริ่มชะลอตัว แต่ตลาดส่งออกยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 40% เพราะภูมิภาคเอเชียยังต้องการใช้รถยนต์สูง
เมื่อปี 2548 อัตราการครอบครองรถยนต์อยู่ที่ 10 คนต่อรถ 1 คัน เมื่อปี 2549 อยู่ที่ 9 คนต่อรถ 1 คัน ซึ่งเป็นอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนรถคันใหม่ ซื้อรถใหม่ และการซื้อเพิ่มจากคันเดิม ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเฉลี่ย 1.5-2 คนต่อคันประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ 5-6 คนต่อ 1 คัน
สำหรับแนวโน้มตลาดนั้น รถยนต์นั่งขนาดเล็กจะได้รับความนิยมมากขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ความสะดวกสบายในการขับขี่ แม้ไม่มีการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (อีโคคาร์) ตามนโยบายของภาครัฐ
ด้านการเจรจาการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ ส.อ.ท.ต้องการให้รัฐบาลต่อรองให้สหรัฐเปิดเสรีการนำเข้ารถกระบะ 1 ตัน เพราะไทยได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าสหรัฐ และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ไทยแข่งขันได้ ปัจจุบันสหรัฐมีความต้องการใช้รถยนต์ทั้งสิ้น 17 ล้านคัน ผลิตเอง 12 ล้านคัน และนำเข้า 5 ล้านคัน อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องใช้ความพยายามมาก เพราะสหรัฐถือเป็นสินค้ากลุ่มอ่อนไหว
ส่วนกรณีบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ปลดพนักงาน 25,000-30,000 ตำแหน่ง และปิดโรงงาน 14 แห่งในทวีปอเมริกาเหนือเพื่อแก้ปัญหาขาดทุน น่าจะเกิดจากการที่บริษัทต้องการเปิดตลาดในเอเชีย เพราะเป็นตลาดที่เติบโตสูง 20-30% ซึ่งการปิดโรงงานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี 2555