จากกรณีศาลปกครองมีคำสั่งห้ามกฟผ.ดำเนินการที่อาจสร้างความเสียหายต่อสุสานฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์อายุ 13 ล้านปี ในพื้นที่ 18 ไร่ของเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่กฟผ.ยังทำเหมืองใกล้ๆสุสานหอยต่อไปนั้น นายวสันต์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำและแร่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมศิลปากรเข้ามาศึกษาสุสานหอยและวินิจฉัยว่า ซากหอยเป็นโบราณวัตถุ ดังนั้นจะดำเนินการอะไรไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย แต่กฟผ.ได้ไถทำลายสุสานหอยจากเนื้อที่ทั้งหมด 43 ไร่ เหลือเพียง 18 ไร่ กรมศิลปากรก็ไม่ทำอะไร นอกจากนี้แม้ศาลจะสั่งคุ้มครองสุสานหอยที่เหลือเพียง 18 ไร่แล้ว แต่ก็ยังมีการทำเหมืองใกล้ๆ ดังนั้นกสช.จะเรียกกรมศิลปากรมาคุยว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะจริงๆแล้วต้องกันเขตประมาณ 500 เมตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุสานหอย
ด้านดร.วิฆเนศ ทรงธรรม จากกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า กฟผ.ควรยุติทำเหมืองบริเวณใกล้พื้นที่ 18 ไร่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิพากษา เพราะซากหอยอาจได้รับอันตราย ที่ผ่านมากรมทรัพยากรธรณีก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะอ้างว่าพื้นที่อยู่ระหว่างฟ้องคดี
ส่วนนายสมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า คงต้องอาศัยคำสั่งศาลในการป้องกัน เพราะศาลสั่งคุ้มครองแล้วว่าห้ามดำเนินการใดๆอันอาจส่งผลให้ซากหอย 18 ไร่ ปัญหาคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งตามกฎหมายต้องเป็นกฟผ. เพราะกฟผ.มีหน้าที่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการแก้ไข และควรดำเนินการให้มีมติครม.ต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยกรมศิลปากร หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯต้องเป็นเจ้าภาพชงเรื่องเข้าไป
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากการศึกษาเสถียรภาพความลาดชันพื้นที่อนุรักษ์สุสานหอยดึกดำบรรพ์แม่เมาะของสถานบริการวิศวกรรม ม.เชียงใหม่ สรุปว่า ชั้นหอยขมอาจพังทะลายได้ ทั้งจากการกัดเซาะจากฝน เนื่องจากสุสานหอยมีความชันถึง 45 องศา ตลอดถึงการลุกไหม้ของลิกไนต์ใต้ชั้นหอย ซึ่งสามารถลุกไหม้ด้วยตัวมันเองจะทำให้เกิดสภาพเป็นโพรงจนสุสานหอยพังทะลายลงมาได้ จำเป็นต้องปรับแต่งพื้นที่เพื่อลดผลกระทบ